fbpx

7 วิธี ช่วยให้ลูกเลิกขวดนม

Writer : blahblahboong
: 27 สิงหาคม 2561

คุณพ่อ-คุณแม่ทราบไหมคะว่า การที่ลูกติดขวดนมนั้น ส่งผลเสียต่อตัวเด็กมากแค่ไหน ทั้งสุขภาพฟัน การสื่อสารที่จะสูญเสียไป ยังรวมไปถึงพัฒนาการของกล้ามเนื้อมือด้วย แต่อย่างที่เรารู้กัน การเลิกขวดนมนั้นทำได้ยากมาก วันนี้เรามี 7 วิธี ช่วยให้ลูกเลิกขวดนม มาแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่นำไปใช้กัน ลองไปทำตามกันดูนะคะ

7 วิธี ช่วยให้ลูกเลิกขวดนม

1. เริ่มให้ลูกเลิกขวดนมได้ตั้งแต่อายุประมาณ 2 ขวบ

โดยให้ลูกนั้นเปลี่ยนมาใช้แก้วน้ำดื่มแทน เพราะการดื่มนมติดต่อกันเป็นเวลานานนั้นเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของโรคฟันผุ

2. ฝึกให้ลูกอดนมมื้อดึก

ในเด็กอายุ 2 ขวบเราสามารถลดนมมื้อดึก ในเวลาเที่ยงคืนถึงตีสี่ เพื่อเป็นการค่อยๆ ลดการทานนมของลูกลง

3.ให้ลูกเลือกลายแก้วน้ำเอง

การที่ให้เค้าเลือกแก้วน้ำลายที่ชอบเอง หรือมีแก้วประจำตัวเค้าจะรู้สึกอยากใช้แก้วใบนั้นมากขึ้น

4.หัดให้ลูกใช้แก้วน้ำ

อาจจะให้แก้วเปล่าลูกถือเล่นๆ ก่อน เพื่อสร้างความคุ้นเคยในการจับ

5.เก็บขวดนม

ให้เอาแก้วหรือถ้วยมาใช้แทน และเก็บขวดนมให้พ้นจากสายตาลูก

6.หลังแปรงฟันห้ามกินนม

ให้ลูกกินนมให้อิ่มก่อน แล้วจึงแปรงฟัน แล้วพยายามบอกลูกว่าหลังแปรงฟันห้ามกินนมแล้วให้เป็นนิสัย

7.ห้ามใจอ่อน

เมื่อลูกเริ่มร้องขอขวดนม คุณพ่อคุณแม่ห้ามใจอ่อนเด็ดขาด

เลิกขวดนมดียังไง?

  • ป้องกันลูกฟันผุ
  • มีพัฒนาการทางภาษามากขึ้น
  • ได้พัฒนากล้ามเนื้อมือ
Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



7 ข้อคิดจากการดูการ์ตูน Finding Nemo
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort