fbpx

เมื่อหนูน้อยติดสมาร์ทโฟนมากเกินไป เสี่ยงสายตาสั้นเทียม ไม่รู้ตัว

Writer : blahblahboong
: 19 พฤศจิกายน 2561

ทุกวันนี้เรามักจะเห็นภาพเด็กนั่งจิ้มสมาร์ทโฟนกันจนชินตา อาจจะเพราะความง่าย สะดวกสบาย เด็กก็จดจ่ออยู่กับมันได้นาน แต่รู้หรือไม่ การที่ให้เด็กใช้สมาร์ทโฟนมากๆ ส่งผลเสียได้มากมาย

วันนี้เราจะมายกตัวอย่างผลเสียของการให้เด็กใช้สมาร์ทโฟน อย่างด้านสายตาให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักและระมัดระวังมากขึ้นค่ะ

“ปวดตา มองเห็นไม่ชัด” ควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์

สมาร์ทโฟน กับ สายตาสั้นเทียม

  • เกิดในเด็กอายุประมาณ 6 ปี ขึ้นไป
  • เกิดจากพฤติกรรมการใช้สมาร์ทโฟนเป็นเวลานาน
  • ร่างกายมีอาการสายตาสั้นค้างจนเกิดภาวะ “ตาเพ่งค้าง”
  • เกิดอาการปวดหัว ตาพร่า เรียกว่า “สายตาสั้นเทียมชั่วคราว”

สาเหตุ

  • เพ่งมองสมาร์ทโฟน, แทปแลต, คอมพิวเตอร์ ในระยะที่ใกล้มาก ติดต่อกันนานหลายชั่วโมง
  • โรคทางสมอง เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ
  • ผลข้างเคียงจากยารักษาโรค เช่น ยาคลายเครียด ยารักษาโรคพาร์กินสัน ยาคลายกล้ามเนื้อต่างๆ
  • ความผิดปกติของกล้ามเนื้อที่ใช้ในการกรอกตา

อาการ

  • ปวดเมื่อยตา, ปวดหัว, มองเบลอ
  • แต่ไม่ได้เป็นตลอดเวลา

การรักษา

  • ปรับพฤติกรรม ไม่ให้เพ่งมากหรือนานเกินไป
  • พาไปพบจักษุแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยอย่างละเอียด

หากรีบให้เด็กใส่แว่น จะทำให้สายตาสั้นจริงๆ

วิธีถนอมสายตา

  • หลีกเลี่ยงการใช้ สมาร์ทโฟน, แทปแลต, คอมพิวเตอร์  เป็นเวลานาน
  • พักสายตามองไกล ทุกๆ ชั่วโมง ครั้งละ 20 – 30 นาที
  • มีแสงสว่างที่เหมาะสมขณะใช้สายตา
  • ส่งเสริมให้ทำกิจกรรมกลางแจ้ง
Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ข้อมูลทางแพทย์ ข้อมูลทางแพทย์
29 สิงหาคม 2560
Emotions รู้ทันอารมณ์ต่างๆ ของลูก
ช่วงวัยของเด็ก
Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort