fbpx

โรคไอกรน อันตรายถึงชีวิตคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกต

Writer : OttChan
: 3 มีนาคม 2564

บางครั้งแต่ละอาการของลูกน้อยที่เรามองว่าอาจเป็นเรื่องปกติหรือไม่ได้น่ากลัวอะไรมากอย่างนอนแล้วหายใจแรง หรือมีเสียงกรนออกมาบ้างเวลานอน สำหรับผู้ใหญ่นั้นอาจดูเป็นเรื่องปกติแต่สำหรับเด็กเล็กแล้ว นี่คืออากาารที่อาจส่งผลถึงการเสียชีวิตได้เลยค่ะ และเพรราะอะไรการนอนกรนของเด็กถึงอันตรายได้ขนาดนี้ เราไปดูด้วยกันเลย

โรคไอกรนคืออะไร

โดยปกติแล้วอาการไอกรนนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ทุกวัยซึ่งอาการนี้ เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งมีแบคทีเรียที่ชื่อว่า Bordetella Pertussis เข้าสู่ปอด โดยสามารถติดได้จากการจาม, ไอ หรือหายใจรดกันจนทำให้เชื้อสามารถติดลามกันได้ซึ่งโรคนี้สามารถพบเจอได้มากสุดในเด็กที่อายุต่ำกว่า 6 ขวบ และอาจอันตรายยิ่งกว่าหากเกิดขึ้นในเด็กที่อายุต่ำกว่า 3 ขวบเพราะอาการแทรกซ้อนหลังเป็นโรคนี้แล้วจะทำให้ร่างกายของทารกหรือเด็กเล็กต้านกับความรุนแรงของโรคไม่ไหวจนเสียชีวิตในที่สุด

ในค่าเฉลี่ยแล้วจำนวนผู้คนในแสนคนจะมีการเสียชีวิตจากอาการไอกรน 76 คนต่อปี และส่วนมากมักเป็นเด็กที่อายุไม่ถึง 3 ขวบ

อาการของการไอกรนในเด็กเล็ก

อาการไอกรนนั้นแทบจะไม่ต่างอะไรเลยกับอาการเป็นหวัดจึงทำให้แยกได้ยากมากๆ ว่านี่คืออาการของการไอกรนหรือหวัดทั่วไป โดยอาการจำแนกได้ดังนี้

  • ไอแห้งติดต่อกันเป็นเวลานาน 2-3 สัปดาห์
  • หายใจเข้าและออกแรงจนมีเสียงวู้บ
  • ต้องพยายามหายใจจนหน้าแดง, เขียวโดยเฉพาะเด็กเล็กๆ
  • มีน้ำมูก, ตาแดง

และยิ่งในกรณีที่เป็นเด็กเล็กอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 3 ขวบอาจมีภาวะแทรกซ้อนตามมาได้อาทิ อาการ

  • ภาวะหยุดหายใจชั่วขณะ
  • ปอดบวมหรือติดเชื้อในปอด
  • น้ำท่วมปอด
  • มีปัญหาระบบสั่งการสมอง
  • เสียชีวิต

วิธีรักษาโรคไอกรน

หากลูกน้อยถูกคุณหมอวินิจฉัยแล้วว่าเป็นโรคไอกรนแล้วแน่ๆ การรักษานั้นจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้นว่าไแขั้นไหนเพราะการรักษานั้นต้องรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นกับเด็กแต่ละคน ซึ่งแต่ละอาการนั้นจะสามารถรักษาได้ตามนี้

  • รักษาตามอาการด้วยการลดการแพร่กระจายของเชื้อ
  • ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อประคองสุขภาพของลูกไม่ให้ทรุดลง
  • ให้ยามาทานเพื่อหยุดสารก่อความระคายเคืองอย่างน้ำมูก หรือสารก่อภูมิแพ้

วิธีป้องกันโรคไอกรน

การป้องกันก่อนที่ลูกเราจะมีอาการหรือติดโรคไอกรน คือการฉีดวัคซีนให้ตั้งแต่ช่วงยังเล็ดซึ่งการฉีดวัคซีนั้นจะมีด้วยกันทั้ง หมด 5 เข็ม สามารถฉีดได้ตามตารางอายุดังนี้

  • เข็มแรก – อายุ 2 เดือน
  • เข็มที่ 2 – อายุ 4 เดือน
  • เข็มที่ 3 – อายุ 6 เดือน
  • เข็มที่ 4 – อายุ หลัง 18 เดือนเป็นต้นไป
  • เข็มที่ 5 – ฉีดกระตุ้นอีกครั้งหลังอายุ 4 ปี

ซึ่งตัววัคซีนสามารถฉีดกระตุ้นได้ทุกๆ 10 ปี ในเวลาเดียวกันแม้แต่คุณพ่อคุณแม่หรือบุคคลในบ้านหากมีโอกาสก็อยากให้ฉีดเช่นกันเพราะบางครั้งแม้เด็กๆ ในบ้านจะไม่ได้เป็นแต่ผู้ใหญ่ก็อาจเป็นตัวนำเชื้อมาสู่พวกเขาได้ อย่างไรสุขภาพที่ดีคือสิ่งที่ทุกคนต้องมี เพราะฉะนั้น หากมีโอกาส อย่าลืมไปฉีดป้องกัน กันไว้ด้วยนะคะ

ที่มา : thaichildcare , pobpad , sikarinrama

Writer Profile : OttChan

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
เตรียมตัวเป็นแม่ เตรียมตัวเป็นแม่
26 พฤศจิกายน 2561
Update
ข่าว ข่าว
การตีไม่ใช่ทางออกของการอบรมสั่งสอนในปัจจุบันอีกต่อไป เพราะเด็กอาจไม่ได้เข้าใจถึงเหตุผลที่เขาทำผิดอย่างแท้จริง มีแต่เพียงความกลัวเท่านั้น อีกทั้งยังส่งผลเสียต่อพัฒนาการอีกด้วย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยว่า การตีเด็กอาจจะส่งผลต่อการพัฒนาของระบบสมองได้ แม้จะตีเบาๆ ก็ตาม เมื่อทำการสแกนสมองของเด็กอายุ 10-11 ปี จำนวน 147 คน พบว่าเด็กที่ถูกตีและทารุณนั้น สมองของพวกเขาจะสร้างคลื่นบริเวณเยื่อหุ้มสมองที่เปรียบได้เสมือนสัญญาณของการถูกคุกคามและความหวาดกลัว ซึ่งเมื่อถูกทำบ่อยครั้งอาจส่งผลให้เด็กมีปัญหาทางจิต เช่น ความวิตกกังวล สภาวะซึมเศร้า สืบเนื่องไปถึงการใช้สารเสพติดเมื่อพวกเขาโตขึ้นอีกด้วย ดังนั้นพ่อแม่ควรที่จะหลีกเลี่ยงใช้ความรุนแรงกับเด็กและหันมาสอนความแตกต่างระหว่างถูก-ผิด อย่างเข้าใจ พร้อมกำหนดขอบเขตที่ชัดเจนมากกว่า เพราะการอบรมที่ดี ควรต้องปฏิบัติด้วยความอ่อนโยน การตีถือว่าเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กเกิดความอับอาย และเกิดเหตุการณ์ฝังใจ แต่กลับไม่เข้าใจและไม่จดจำเหตุผลที่ทำให้โดนทำโทษ ก็จะส่งผลต่อสภาพจิตใจของเด็กต่อไปเมื่อพวกเขาโตขึ้น อ้างอิงจาก https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=30686  
21 เมษายน 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort