fbpx

รู้จักโรคตาเหล่ ตาเข ในเด็ก

Writer : Jicko
: 28 มกราคม 2564

คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะเข้าใจว่าตาเหล่ตาเขในเด็กนั้นเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง และคุณพ่อคุณแม่หลายคนก็มักจะปล่อยไว้ไม่รักษา และมักจะเข้าใจว่าพอลูกโตขึ้นภาวะนี้เดี๋ยวก็จะหายไปเอง

แต่คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมว่า โรคตาเหล่ ตาเข ในเด็กมีหลายแบบ ซึ่งแต่ละแบบก็มีความผิดปกติแตกต่างกันไป วันนี้ Parents One จะพาไปทำความเข้าใจพร้อมๆ กันเลยค่ะ รู้ก่อน รักษาก่อน เด็กๆ จะได้ปลอดภัยนะคะ

ตาเหล่ ตาเข คืออะไร

เป็นโรคที่มีอาการเนื่องจากตาไม่อยู่ในแนวตรงตามธรรมชาติ สืบเนื่องมาจากการมีภาวะผิดปกติที่ทำให้การเคลื่อนไหวของลูกตาทั้ง 2 ข้าง ขาดการประสานงานกันที่ดี และยังอาจเป็นสาเหตุให้ระดับการมองเห็นด้อยกว่าปกติอีกด้วย

สิ่งที่พ่อแม่ต้องรู้

  • ตาเหล่ปรากฎ คือ ภาวะตาเหล่ที่ปรากฎให้เห็น
  • ตาเหล่ซ่อนเร้น คือ ภาวะตาเหล่ที่ไม่เคยปรากฎให้ใครเห็น แต่สามารถตรวจพบได้โดยจักษุแพทย์ ภาวะนี้ไม่เป็นอันตราย แต่ว่าต้องได้รับการตรวจหาสาเหตุและติดตามการรักษา
  • ตาเหล่เทียม คือ เป็นภาวะตาไม่ได้เหล่จริง แต่ดูเสมือนดวงตามีภาวะเหล่ ซึ่งจะพบได้บ่อยในเด็กที่มีผิวหนังบริเวณระหว่างดวงตาทั้ง 2 ข้างกว้างผิดปกติ ซึ่งถ้าตรวจก็จะไม่พบความผิดปกตินั่นเอง

 

อาการตาเหล่ ตาเข

  • ตาไม่เคลื่อนไหวไปในแนวทางเดียวกัน พ่อแม่สามารถเห็นได้ทันที
  • เด็กมองเห็นภาพซ้อน
  • หยีตาอยู่บ่อยๆ โดยเฉพาะเวลาอยู่ในที่มีแสงจ้า
  • ในบางรายอาจปวดศีรษะได้

 

สาเหตุเกิดมาจากอะไร

ปกติแล้วอาการสายตาเหล่ตาเขนี้สามารถเกิดได้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด เนื่องจากสายตายังไม่เจริญเต็มที่อาจจะทำให้เกิดภาวะนี้อยู่บ้าง แต่หากเด็กอายุเลย 6 เดือนแล้วยังมีอาการอยู่ ก็ถือว่ามีอาการผิดปกตินั่นเองค่ะ

  • พันธุกรรม
  • ความพิการของกล้ามเนื้อกลอกลูกตา
  • สายตาผิดปกติ ซึ่งอาจจะเป็นมาตั้งแต่กำเนิด เช่น สายตายาว สายตาสั้น สายตาเอียง
  • เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทส่วนกลาง เช่นเด็กที่มีร่างกายพัฒนาการช้า
  • มีโรคในตาข้างใดข้างหนึ่ง
  • เกิดจากมะเร็งจอตาในเด็ก (Retinoblastoma)

การรักษา

โรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ ขึ้นอยู่กับชนิดของตาเหล่หรือตาเขและสาเหตุของการเกิดโรคเป็นหลัก

  • หากเกิดกับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 6 เดือน แพทย์จะติดตามเฝ้าดูอาการไปก่อน เพราะอาการมักจะหายไปได้เมื่ออายุครบ 6 เดือน
  • หากเด็กมีสายตายาวมากกว่า +2.50 D หรือค่าสายตาทั้ง 2 ข้างต่างกันมากกว่า +1.50 D หรือเอียงมากกว่า +0.50 D ควรได้รับการแก้ไขด้วยแว่นตา หรือคอนแทคเลนส์
  • รับการผ่าตัด ซึ่งอาจจะมีมากกว่า 1 ครั้ง เพราะการผ่าตัดเพียงหนึ่งครั้งไม่สามารถทำให้อาการดังกล่าวหายได้หมด ต้องเข้ารับการรักษาเป็นระยะๆ

พ่อแมส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดเสมอว่า “โรคนี้ไม่มีทางรักษา ทำอะไรไม่ได้ หรือว่าโตเดี๋ยวก็หายเอง” ซึ่งทั้งหมดเป็นความเชื่อที่ผิด โรคนี้หากเด็กๆ มีความผิดปกติพ่อแม่ก็ควรที่จะรีบเข้ามาปรึกษาและพบแพทย์เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อจะได้รู้ว่าที่ลูกเป็นอยู่นั้นเป็นตาเหล่ ตาเข ชนิดที่ต้องได้รับการรักษาหรือไม่ เพื่อสุขภาพที่ดีของลูกนะคะ

ขอบคุณข้อมูลจาก : พญ.ภิยดา ยศเนืองนิตย์ today.line.me

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
จะรู้ได้ยังไง ว่าลูกเป็น “สมาธิสั้น”
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort