fbpx

ทำไม Steve Jobs ถึงไม่ให้ลูกของเขาเล่น iPad และสิ่งที่พ่อแม่ควรเรียนรู้

Writer : khajochi
: 17 สิงหาคม 2560

สมัยนี้อุปกรณ์ไอทียอดฮิตที่พ่อแม่มักจะให้ลูกๆ ได้ใช้แรกๆ ไม่ใช่หุ่นยนต์หรือเครื่องเล่นเกมส์แบบสมัยก่อนแล้ว แต่กลับเป็นอุปกรณ์ที่มีแต่หน้าจออย่าง iPhone, iPad

ซึ่งหลายต่อหลายฝ่ายต่างก็ออกมาเตือนถึงอันตรายที่เกิดจากการให้เด็กใช้ iPad ก่อนวัยอันควร รวมถึงสตีฟ จ็อบส์ ซึ่งเป็นผู้สร้าง iPad ขึ้นมากับมือเอง ก็ยังไม่ให้ลูกของเขาเล่น iPad ด้วยเช่นกัน

ทำไม “สตีฟ จ็อบส์” ถึงไม่ให้ลูกเล่น iPad และคำแนะนำสำหรับผู้ปกครอง

เมื่อปี 2010 มีนักข่าวจาก New York Times ได้สัมภาษณ์จ็อบส์ในช่วงงานเปิดตัว iPad รุ่นแรก เมื่อเขาถามถึงเรื่องของการใช้ iPad ในครอบครัว

“ลูกๆ คุณคงต้องชอบ iPad เป็นแน่จริงไหม ?”
“พวกเขาไม่ได้ใช้มันหรอก” จ็อบส์บอกกับนักข่าว “เราจำกัดเทคโนโลยีที่เด็กควรจะใช้ที่บ้าน”

ดูเหมือนจะไม่ใช่แค่สตีฟ จ็อบส์คนเดียวที่จำกัดการใช้อุปกรณ์ไอทีในบ้านของลูกๆ แม้แต่ Chris Anderson อดีตบรรณาธิการ Wired นิตยสารสุดไฮเทค ก็ยังควบคุมการใช้อุปกรณ์ไอทีของลูกๆ อย่างเข้มงวดเช่นกัน

“ลูกๆ ของผมบ่นออกมาบ่อยครั้ง ว่าเด็กในบ้านอื่นไม่เห็นมีกฏแบบนี้เลย” เขาพูดถึงลูกๆ “นั่นเป็นเพราะเราเป็นกลุ่มผู้ที่ได้สัมผัส และรู้ถึงอันตรายของเทคโนโลยีกลุ่มแรก ผมไม่อยากให้มันเกิดกับลูกๆ ของผม”

ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ ไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีใช้งาน iPhone, iPad “เลย”

ข้อแนะนำจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งอเมริกา (The American Academy of Pediatrics) ระบุว่า เด็กที่อายุต่ำกว่า 2 ขวบ ผู้ปกครองไม่ควรให้เด็กได้ใช้, สัมผัส, ดูหน้าจอ ของอุปกรณ์ไฮเทคเลย

พูดง่ายๆ ว่าห้ามใช้เลยนั่นแหล่ะ

ในกรณีนี้คือรวมถึงทีวีด้วยนะครับ เนื่องจากเด็กอายุไม่ถึง 2 ขวบนั้นยังเด็กเล็กมาก สมองยังอยู่ในช่วงพัฒนา รวมถึงดวงตาและการรับรู้ต่างๆ ยังไม่เหมาะที่เด็กจะรับสื่อภายนอกใดๆ เข้ามาในช่วงอายุนี้ ผู้ปกครองควรดูแลอย่างใกล้ชิด และก็เล่นกับลูกด้วยของเล่นปกติ จับต้องได้ในชีวิตจริง

เด็กอายุ 3-5 ปี เปิดให้เล่น iPhone, iPad ได้เพียง 1 ชั่วโมงต่อวัน

จากผลสำรวจในประเทศอังกฤษพบว่าเด็กอายุ 3-5 ปี มีผู้ปกครองหลายท่านเริ่มให้เด็กได้รับสื่อจากอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ บ้างแล้ว โดยระบุว่าเด็ก 57% เคยเล่นเกมจากอุปกรณ์ไอที, 25% นั่งดูรายการทีวี

ซึ่งอันที่จริงในวัยนี้ก็ถือว่าเริ่มรับรู้สื่อจากภายนอกได้แล้ว แต่ข้อแนะนำของผู้เชี่ยวชาญยังคงให้จำกัดเวลาในการใช้งาน คือไม่เกิน 1 ชั่วโมงต่อวัน

ในจำนวนนี้คือรวมทั้งหมด ทั้ง iPad, iPhone, Computer หรือแม้แค่ TV

ควรหาสิ่งอื่นให้เด็กสนใจ มากกว่าเล่น iPad

เมื่อกลับไปที่สตีฟ จ็อบส์ นอกจากที่เขาห้ามไม่ให้ลูกๆ ใช้ iPhone, iPad ทั้งที่เขาเป็นผู้คิดค้นขึ้นแล้ว เมื่อกลับถึงบ้าน ทุกเย็นจ็อบส์จะทานข้าวกับลูกๆ บนโต๊ะยาวที่ห้องครัว พูดคุยถึงเรื่องหนังสือ, ประวัติศาสตร์ และหัวข้อน่าสนใจมากมาย

ไม่มีใครที่ยก iPad หรืออุปกรณ์ไอทีขึ้นมา เด็กๆ ก็ดูจะไม่เสพติดอุปกรณ์พวกนี้แต่อย่างใด

ผู้เชี่ยวชาญต่างก็แนะนำให้พ่อแม่ที่มีลูกอายุยังไม่มาก พาลูกเข้าสู่สังคม,​ ธรรมชาติ และกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันอื่นๆ เช่น พาไปวิ่งเล่นในสวนสาธารณะ ชวนไปเล่นของเล่นกับลูกๆ บ้านเพื่อน หรืออ่านนิทาน อ่านหนังสือ ซึ่งเด็กก็ได้ความบันเทิงและการเรียนรู้ ไม่ต่างจาก iPad มากนักเช่นกัน

ที่มา – The New York TimesMashableBBCAAPPublications

Writer Profile : khajochi

Blogger, Appleholic, Influencer


  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
จะรู้ได้ยังไง ว่าลูกเป็น “สมาธิสั้น”
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในตอนนี้กำลังมีเชื้อไวรัสระบาด โดยระบาดมาจากทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน ซึ่งในขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 554 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ส่วนที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยรายแรกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไวรัสอู่ฮั่น” ซึ่งเป็นเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ และติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  โดยในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกัน ด้วยการคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Beware Card) ให้สังเกตอาการและยื่นให้กับโรงพยาบาลทราบเวลาไปตรวจรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายได้รับโรคจะถูกแยกกักจนกว่าจะตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคได้ ส่วนถ้ายืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จริงก็จะมีการติดตามญาติที่เดินทางมาด้วยกันมาตรวจหาเชื้อด้วย ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ประกาศให้โรคปอดอักเสบแพร่ระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ เนื่องจากยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีการอุบัติและระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะข้อมูลที่ทุกฝ่ายมีอยู่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวไวรัสมีการแพร่เชื้อได้อย่างไร และลักษณะอาการทางคลินิก ความรุนแรงของโรค ขอบเขตการกระจายของไวรัสเป็นอย่างไร รวมถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสคืออะไร สำหรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ มีอาการไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส  ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบากอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือเพิ่งเดินทางมาจากเขตพื้นที่โรคระบาด คือ เมืองฮู่ฮั่นภายใน 14 วัน ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อเป็นการป้องกัน ในระหว่างนี้หากมีการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่านำมือมาสัมผัสตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863229 https://www.springnews.co.th/global/605467 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863088 https://workpointnews.com/2020/01/22/viral-pneumonia/…
23 มกราคม 2563