fbpx

โรคลมชักในเด็กและวิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง

Writer : Lalimay
: 31 พฤษภาคม 2561

อาการไม่สบายอย่างหนึ่งที่ทำให้คนเป็นพ่อแม่เป็นห่วงมากที่สุดก็คือ “การชัก” เพราะลูกมักจะไม่แสดงอาการอะไรให้เห็นเลยจนกระทั่งเขาชัก และเมื่อลูกชักหัวใจคนเป็นพ่อแม่ก็แทบตกอยู่ที่ตาตุ่มเพราะกลัวว่าลูกจะเป็นอันตราย ดังนั้นสิ่งที่สำคัญคือ “จง ตั้ง สติ” ค่ะ เพราะเราสามารถปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ลูกได้ก่อนที่จะพาไปพบหมอเพื่อวินิจฉัย โดยส่วนมากเด็กที่มีอาการชักหลายครั้งอาจเกิดจากการเป็น ‘โรคลมชัก’ วันนี้เราจึงมีข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาฝาก รวมไปถึงวิธีการปฐมพยาบาลที่ถูกต้องด้วยค่ะ

สาเหตุ

โรคลมชัก (Epilepsy) เกิดจากสมองถูกกระทบการเทือนหรือเกิดความเสียหายทำให้กระแสไฟฟ้าในสมองลัดวงจรอย่างถาวร จึงเกิดอาการชักขึ้นมาซ้ำๆ ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป โดยไม่จำเป็นต้องมีสิ่งกระตุ้น เช่น การติดเชื้อหรือไม่สบาย แต่เมื่อลูกชัก ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคลมชักเสมอไป อาจมีสาเหตุมาจากปัจจัยภายนอกได้ เช่น มีไข้สูง ท้องเสีย หรือเกิดจากการติดเชื้อเด็กก็สามารถชักได้ โดยหากลูกชัก จะต้องได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์  เพราะ การเปิดโอกาสให้เด็กชักซ้ำ ๆ นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อสมองของเด็กแล้ว ยังทำให้อาการทวีความรุนแรงขึ้นจนยากที่จะควบคุมอีกด้วย

รูปแบบการชัก

  • ชักแบบเหม่อนิ่ง: พบได้บ่อยในเด็กประมาณ 5-10 ปี คือ เด็กจะหยุดพูดหรือหยุดเล่นทันที ไม่ตอบสนองต่อการเรียก และจะจ้องไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมายคล้ายอาการเหม่อเป็นระยะเวลาสั้นๆ
  • ชักแบบกระตุกแขนขาเป็นชุดๆ: พบบ่อยในเด็กอายุ 3 เดือน – 1 ปี เด็กจะมีการกระตุก 2 แบบ คือ กระตุกแบบก้มหน้าคล้ายพยักหน้า โดยแขนขาทั้ง 2 ข้างจะโอบเข้าหาตัว และศีรษะจะกระตุกก้มเป็นจังหวะ แบบที่ 2 คือ กระตุกแบบเงยหน้าเป็นจังหวะ โดยแขนขาสองข้างเหยียดออกไปข้างหลังและศีรษะกระตุกเงยขึ้น
  • ชักแบบไม่รู้ตัว: เด็กจะมีอาการเตือนนำมาก่อน เช่น อาการกลัว อาการปวดท้อง คลื่นไส้ บางรายอาจมีพฤติกรรมแปลกๆ และซ้ำๆ เช่น ทำปากขมุบขมิบ ขยับมือไปมา หรือให้มือขยำเสื้ออย่างไม่รู้ตัว หลังจากนั้นจะมีอาการเกร็งกระตุกทั้งตัว สามารถเกิดขึ้นได้โดยที่เด็กไม่รู้ตัวและไม่สามารถจดจำได้ว่าเกิดอาการขึ้นเมื่อใด
  • ชักต่อเนื่อง: มีอาการชักต่อเนื่องมากกว่า 30 นาทีขึ้นไป โดยที่เด็กไม่สามารถเรียกคืนสติได้ในระหว่างที่ชัก ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

วิธีปฐมบาลเบื้องต้น

สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ต้องมีสติ อย่าตกใจและทำตามขั้นตอนดังนี้

  • ให้เด็กนอนราบกับพื้น ตะแคงศีรษะไปทางด้านข้าง เพื่อไม่ให้ลิ้นและน้ำลายไปอุดทางเดินหายใจ
  • ห้ามนำสิ่งของใดๆเข้าไปในปากหรือพยายามงัดปากเพื่อป้องกันการกัดลิ้น  สิ่งของอาจตกเข้าไปในคอจนเป็นอันตรายและทำให้เด็กหายใจไม่ออกได้
  • คลายเสื้อผ้าที่รัด ๆ กันคนมุงออกไปห่าง ๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเท
  • อย่าพยายามมัดตัวเพื่อหยุดอาการชักของเด็ก
  • อย่านวด ง้าง ดึง หากพบว่าร่างกายเด็กแข็งเกร็ง
  • สังเกตอาการของเด็กอย่างใกล้ชิดเพื่อที่จะสามารถแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับอาการชักเมื่อการช่วยเหลือมาถึงได้อย่างถูกต้อง (หากถ่ายวิดีโอไว้ได้ก็จะดีมาก)
  • จับเวลาที่เกิดอาการชัก โดยปกติแล้วจะชักไม่เกิน 5 นาที
  • หลังการชักจบลงต้องพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัย

วิธีรักษา

หลังจากได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว วิธีการรักษาขั้นต้นคือ การให้ยากันชักซึ่งโดยทั่วไปเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 2 ปีหรือนานกว่านั้น ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถรักษาจนหายขาดได้ แต่ในบางรายทำได้เพียงแค่ยับยั้งไม่ให้เกิดอาการชักโดยรับประทานยาควบคุมอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ป่วยที่รับประทานยาแล้วไม่ได้ผล แพทย์อาจเสนอทางเลือกด้วยการใช้วิธีการผ่าตัด

วิธีป้องกัน

  • รับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและถูกต้อง ไม่ควรเปลี่ยนปริมาณยาด้วยตัวเอง ควรปรึกษาแพทย์หากรู้สึกว่าการรับประทานยาไม่สามารถควบคุมอาการชักได้
  • นอนหลับให้เพียงพอ การนอนหลับไม่เพียงพอสามารถกระตุ้นอาการชักได้ ดังนั้นจึงควรนอนหลับวันละ 6-8 ชั่วโมง
  • ออกกำลังกาย การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงมากขึ้น และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ
  • รับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ เพราะ โรคพยาธิตืดหมูที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร คือหนึ่งในสาเหตุของโรคลมชักที่สามารถพบได้
  • ป้องกันการบาดเจ็บที่สมอง เพราะอาการบาดเจ็บที่สมอง คือสาเหตุของการเกิดลมชักที่พบได้บ่อย

ขอบคุณข้อมูลจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



จะรู้ได้ยังไง ว่าลูกเป็น “สมาธิสั้น”
เตรียมตัวเป็นแม่
วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในปัจจุบันพบว่าเด็กและวัยรุ่นเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 เพิ่มขึ้นถึง 27% สาเหตุหนึ่งมาจากพฤติกรรมบริโภคหวานและขนมในโรงเรียนนั่นเอง ทางสำนักการศึกษา กทม. จึงได้มีโครงการเสริมสร้างศักยภาพของเด็กและเยาวชน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีในพื้นที่กรุงเทพฯ โดยสนับสนุนการจัดเมนูอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เหมาะกับความต้องการของนักเรียนแต่ละคน รวมถึงโครงการเด็กไทยไร้พุง ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมให้นักเรียนออกกำลังกาย เพื่อควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน  นอกจากนีโรงเรียนในสังกัด กทม. ยังได้ร่วมมือกับสำนักงานเขต โดยครูและฝ่ายเทศกิจช่วยกันดูแลคุณภาพอาหารและความปลอดภัยของร้านอาหารแผงลอยหน้าโรงเรียนและบริเวณใกล้เคียง อีกทั้งรณรงค์ไม่ดื่มน้ำอัดลมและผลักดันให้ปลอดน้ำอัดลมในโรงเรียนสังกัด กทม. โดยทุกโรงเรียนในสังกัด กทม. ไม่จำหน่ายน้ำอัดลมภายในโรงเรียน ตามมาตรการประเมินคุณภาพสถานศึกษาอีกด้วย อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/856701  
4 ธันวาคม 2562