fbpx

รู้จักกับ โฟลิก และ 5 โรคพิการแต่กำเนิดเมื่อคุณแม่ขาดโฟลิก

Writer : blahblahboong
: 28 มีนาคม 2562

รู้หรือไม่ แต่ละปีจะมีเด็กพิการแต่กำเนิดมากถึงกว่า 30,000 คน ซึ่งความพิการนี้มีสาเหตุมาจาก “การเจริญเติมโตที่ผิดปกติของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์” เป็นผลมาจากการที่คุณแม่ได้รับสารอาหารไม่เพียง และ โฟลิก ก็เป็นหนึ่งในสารอาหารสำคัญที่คุณแม่มักละเลยไป เรามารู้จักโฟลลิกนี้ให้มากขึ้นกัน รวมทั้งโรคพิการแต่กำเนิดที่จะตามมาหลังจากที่คุณแม่ขาดโพลิกค่ะ

โฟลิก วิตามินฮีโร่ป้องกันโรคพิการแต่กำเนิด

  • โฟเลต หรือ วิตามินโฟลิก
  • สารอาหารที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการ “สร้างรหัสพันธุกรรม” ดีเอ็นเอ ยีนและโครโมโซม
  • ควรได้รับช่วง 28 วันแรกหลังจากปฏิสนธิ (อย่างน้อย 1 ถึง 2 เดือนก่อนการตั้งครรภ์)
  • ควรรับประทานโฟเลตขนาด 400 ไมโครกรัม หรือวันละ 1 เม็ด
  • ทานต่อเนื่องไปถึงช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

กินวิตามินโฟลิกไม่มีผลเสียและไม่ตกค้างในร่างกาย

โรคหลอดประสาทไม่ปิด

ภาวะสมองสร้างไม่สมบูรณ์ ร้อยละ 90 ของทารกมีชีวิตเกิน 1 ปี เพราะได้รับการผ่าตัดแก้ไข และร้อยละ 75 มีชีวิตจนเป็นผู้ใหญ่แต่จะพิการขาทั้งสองข้าง ระบบทางเดินปัสสาวะและอุจจาระทำงานบกพร่อง และยังมีความพิการทางสมองอีกด้วย

โรคปากแหว่งเพดานโหว่

เป็นความพิการของส่วนศีรษะและใบหน้า สาเหตุของโรคนี้เกี่ยวข้องกับพันธุกรรม และภาวะขาดสารของแม่ในขณะที่ตั้งครรภ์ ฯลฯ ทารกจะมีปัญหาการดูดกลืนอาหาร เจริญเติบโตช้า ระบบทางเดินหายใจ และปัญหาด้านการสื่อสาร ทั้งการพูดและภาษา นอกจากนี้ยังกระทบกับจิตใจด้วย เนื่องจากเด็กจะมีปมด้อยในการเข้าสังคมเพราะหน้าตาและการพูดไม่ปกติแม้ว่าจะได้รับการผ่าตัดศัลยกรรมแล้วก็ตาม

โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

เป็นภาวะที่มีความผิดปกติของหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยเฉพาะใน 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ความผิดปกติที่เกิดขึ้นนี้ทำให้มีเลือดดำปนอยู่ในเลือดแดงที่ไปเลี้ยงร่างกาย โรคนี้มีความแตกต่างกันไปตามด้านพยาธิสภาพ และอาการแสดง การรักษาและการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงแตกต่างกัน โดยทั่วไปแพทย์จะประเมินการรักษาเป็นรายๆ ไป

แขนขาพิการ

เกิดจากความผิดปกติระหว่างตั้งครรภ์ใน 3 เดือนแรก แม่ไม่ได้วิตามินโฟลิก หรือกินอาหารที่มีโฟเลต  จึงเกิดความผิดพลาดขึ้นตอนที่มีการปฏิสนธิ ซึ่งทารกจะแสดงอาการตั้งแต่ทารกยังอยู่ในครรภ์ แขนขาทารกอาจได้รับการพัฒนาปกติ  แต่มือและเท้าขาดหายไป หรือกระดูกเชิงกรานขาดไป เป็นต้น

กลุ่มอาการดาวน์ หรือ ดาวน์ซินโดรม

ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ในคนปกติจะมี 46 โครโมโซม แต่คนที่เป็นโรคดังกล่าวมี 47 โครโมโซม ถือเป็นความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ที่พบได้บ่อยที่สุดจากแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป ซึ่งมีความเสี่ยงค่อนข้างมาก เด็กจะมีลักษณะของตาที่เฉียงขึ้นบน, ดั้งจมูกแบน, ตาห่าง, มือเท้าสั้น, กล้ามเนื้อที่อ่อนแรง และมักจะมีโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดร่วมด้วย และมีพัฒนาการทางสมองล่าช้า

อาหารอุดมโฟลิก

  • ไข่แดง
  • ตับ
  • ผักใบเขียวเข้ม
  • แครอท
  • ถั่วลันเตา
  • ฟักทอง
  • อาโวคาโด
  • ถั่ว

อ้างอิง

Thai Health

 

Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort