++ เสียงดังแค่ไหนทำให้ลูกน้อยเสี่ยงหูดับ? ++

Writer : buubae
: 10 มกราคม 2561

“เสียง” เป็นสิ่งที่เราต้องได้ยินอยู่ทุกวันและถือเป็นการรับรู้ที่สำคัญอย่างหนึ่งของลูก ในช่วง 3 ปีแรก เด็กจะฟังเสียงและเรียนรู้ที่จะพัฒนาเสียงที่ได้ยินตามพ่อแม่ ซึ่งเราสามารถพัฒนาศักยภาพการได้ยินของลูกได้ด้วยเสียงดนตรีที่มีท่วงทำนองไพเราะ บรรเลงอย่างมีจังหวะจะโคนหรือของเล่นที่มีเสียงชวนสนใจ แต่บางเสียงนั้นก็เป็นอันตรายตามระดับความดังของเสียง วันนี้เราลองไปสำรวจกันดีกว่าว่าความดังของเสียงระดับไหนที่เสี่ยงและเป็นอันตรายต่อหูของเด็กๆ

ระดับเสียงต่างๆ

30 เดซิเบลเสียงกระซิบ

50 เดซิเบลเสียงฝนตก

70 เดซิเบล – เสียงเครื่องปั่นผลไม้

80 เดซิเบล – เสียงเครื่องซักผ้า นาฬิกาปลุก เสียงไดร์เป่าผม

90 เดซิเบลเสียงเครื่องตัดหญ้า เสียงรถมอเตอร์ไซค์

100 เดซิเบลเสียงเพลงดังๆ เสียงในโรงภาพยนตร์

110 เดซิเบล – เสียงแตรรถ เสียงเด็กร้องไห้ เสียงตะโกนใส่หู

120 เดซิเบล เสียงฟ้าผ่า เสียงจากงานอีเว้นท์ต่างๆ คอนเสิร์ต

130 เดซิเบลเสียงเครื่องมือช่างต่างๆ เช่นที่ตัดเหล็ก เครื่องเจาะถนน (หรือบริเวณสิ่งก่อสร้าง)

140 เดซิเบลขึ้นไปเสียงประทัด เสียงยิงปืน เสียงเครื่องบินกำลังจะบินขึ้น

 

คำแนะนำเมื่ออยู่ในที่เสียงดัง

  • เปิดเสียงเพลงหรือหนังให้เบาลง
  • ถ้าไปงานต่างๆ หรือคอนเสิร์ต พาไปนั่งให้ห่างจากลำโพง
  • หาที่อุดหู (earplug) สำหรับเด็ก เพื่อลดเสียงเข้าหู
  • แต่ถ้าต้องผ่านในที่ที่เสียงดังและไม่มีที่อุดหู ให้เด็กๆใช้มือป้องหู
Writer Profile : buubae

  • Blog :
  • Social Media :

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ป้อนข้าวลูกยังไงให้ทานได้เยอะ?
ข้อมูลทางแพทย์
CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
Update
ข่าว ข่าว
กล้องวงจรปิดอาจเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความปลอดภัยให้แก่เด็กๆ เมื่อพวกเขาอยู่ในโรงเรียน แต่ในทางกลับกันอาจเป็นสิ่งที่ทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกถูกจับผิดมากกว่าได้รับการปกป้อง ผลการสำรวจโรงเรียนระดับมัธยมต้นและมัธยมปลายในสหรัฐฯ มากกว่า 54,000 แห่ง พบว่าการว่าจ้างเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยประจำโรงเรียน เเละการติดตั้งกล้องวงจรปิดภายนอกตัวอาคารของโรงเรียนช่วยให้เด็กนักเรียนรู้สึกปลอดภัยขึ้น เเต่การติดตั้งกล้องวงจรปิดในตัวอาคารของโรงเรียน กลับทำให้เด็กนักเรียนรู้สึกไม่ปลอดภัย ยิ่งมีกล้องถ่ายภาพในโรงเรียนมากขึ้นเท่าใด เด็กนักเรียนบอกว่ายิ่งรู้สึกปลอดภัยน้อยลง เพราะรู้สึกว่ากำลังถูกสอดส่องหรือจับผิด เเชนนอน เบนเน็ท (Shannon Bennett) รองศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาวัยรุ่น และผู้อำนวยการด้านจิตวิทยาคลีนิกที่ศูนย์ศึกษาความวิตกกังวลในวัยรุ่น กล่าวว่า ผลการศึกษาใหม่นี้แสดงให้เห็นว่าการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยไม่ช่วยให้นักเรียนรู้สึกปลอดภัยมากขึ้นเสมอไป การติดกล้องวงจรปิดอาจช่วยแก้ปัญหาการรังแกในโรงเรียนได้ แต่ต้องมีการชี้แจ้งอย่างชัดเจนว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดีโอที่ได้ไปใช้อย่างไร นอกจากนี้การรักษาความปลอดภัยในโรงเรียนด้วยการสร้างบรรยากาศทางสังคมทางบวก ให้นักเรียนรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง มีคุณค่า ได้รับความเคารพและเข้าอกเข้าใจจากครูและผู้ใหญ่ในโรงเรียน อาจจะช่วยลดโอกาสที่จะเกิดความรุนแรงต่างๆ ในโรงเรียนได้ อ้างอิงจาก voathai.com/
18 ตุลาคม 2561