fbpx

พัฒนาสมองซีกซ้าย-ขวาให้ลูกอย่างไรดีนะ

Writer : Lalimay
: 9 มีนาคม 2561

การเลี้ยงลูกนั้นจะต้องพัฒนาลูกในทุกๆ ด้าน ทั้งร่างกายและสมอง วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องของสมองกันค่ะ โดยสมองนั้นแบ่งเป็น 2 ซีกคือ ซ้ายกับขวาที่ทำงานกันคนละด้าน ไปดูกันดีกว่าว่าสมองแต่ละด้านทำงานเกี่ยวกับอะไรบ้าง พร้อมกับวิธีการพัฒนาสมองให้เจ้าตัวเล็กค่ะ

สมองซีกซ้าย เป็นสมอง “ส่วนของการตัดสิน” คือ ทำหน้าที่ในเรื่องของการใช้ภาษา การเขียน การอ่าน ทักษะด้านตัวเลข การใช้เหตุผล การควบคุม การพูด ทักษะด้านวิทยาศาสตร์ การควบคุมการทำงานของมือขวา

สมองซีกขวา เป็นสมอง “ส่วนของการสร้างสรรค์” คือ ทำหน้าที่ในเรื่องของศิลปะ ความเข้าใจการเห็นภาพสามมิติ ความรู้สึกดื่มด่ำต่อศิลปะ ความมีสุนทรียะด้านดนตรี เพลง และการใช้จินตนาการในการดำเนินชีวิต รวมทั้งทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของมือซ้าย

สำหรับวิธีการพัฒนาสมอง คือ

  • พัฒนาสมองซีกซ้าย ควรให้ลูกเล่นเกมที่ใช้ทักษะความคิด เช่น รูบิค หมากรุก ครอสเวิร์ด เป็นต้น เพื่อฝึกการวางแผน การคิดให้เป็นระบบ
  • พัฒนาสมองซีกขวา ควรให้ลูกทำกิจกรรมที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ อย่างเช่น วาดรูป ทำงานศิลปะ เล่นดนตรี เพื่อทำให้สมองส่วนนี้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ถ้าอยากพัฒนาทั้งสองด้านพร้อมกันก็ทำได้ง่ายๆ ด้วยกิจกรรมมือซ้ายจับหู-มือขวาจับจมูกสลับกันไป หรือการวาดรูปทั้งสองมือพร้อมกัน แต่เป็นคนละรูป เช่น มือซ้ายวาดสามเหลี่ยม มือขวาวาดวงกลม เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
10 อันดับหนังที่เหมาะกับเด็ก
กิจกรรมของครอบครัว
7 เทคนิค พูดยังไงให้ลูกฟัง
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
หน้าหนาวนี้คุณพ่อคุณแม่ต้องระวังเรื่องสุขภาพของลูกเป็นพิเศษ อย่างโรคอุจจาระร่วง หลังพบว่าผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในปีที่แล้ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีแนวโน้มที่จะต่อเนื่องมาจนถึงปีนี้ สถานการณ์โรคอุจจาระร่วงในปี 2563 มีผู้ป่วยรวมแล้ว 802,637 ราย เสียชีวิต 4 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด 3 อันดับ คือ เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป และอายุ 25-34 ปี โดยโรคอุจจาระร่วงเป็นโรคติดต่อที่เกิดจากการรับประทานอาหารและน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส พยาธิ และสารพิษหรือสารเคมี สามารถพบผู้ป่วยได้ทุกกลุ่มอายุ ซึ่งเชื้อที่เป็นสาเหตุและพบได้บ่อย คือ ไวรัสโรต้า (Rotavirus) และไวรัสโนโร (Norovirus) พบมากในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  เชื้อดังกล่าวพบได้ในช่วงอากาศเย็น ผู้ป่วยที่เคยเป็นแล้วสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้ โดยผู้ปกครองควรดูแลเรื่องอาหารของเด็กเล็กอย่างใกล้ชิด ซึ่งไวรัสนี้จะก่อให้เกิดอาการไข้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสียติดต่อกัน 3-5 วัน เนื่องจากเชื้อไวรัสทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินอาหารหรือเยื่อบุลำไส้บางลง ส่งผลให้การดูดซึมสารอาหารลดลง ผู้ที่มีภาวะขาดน้ำจะมีอาการรุนแรง ริมฝีปากแห้ง ปัสสาวะลดลง ร้องไห้โดยไม่มีน้ำตา ตาโหล เป็นต้น ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายในกลุ่มทารกและเด็กเล็ก อาจทำให้ช็อก หมดสติ และเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ใช้หลัก “สุก ร้อน สะอาด” คือให้ลูกทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่ ไม่ทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารค้างมื้อต้องนำมาอุ่นร้อนให้ทั่วถึงก่อนรับประทาน ล้างมือให้สะอาดด้วยน้ำและสบู่ทุกครั้งก่อนปรุงหรือรับประทานอาหาร และภายหลังขับถ่ายหรือสัมผัสสิ่งสกปรก และที่สำคัญ ทำความสะอาดของเล่นของลูกอยู่เสมอ อ้างอิงจาก https://ddc.moph.go.th/brc/news.php?news=16590&deptcode=brc&news_views=3623
18 มกราคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort