fbpx

9 วิธีแก้ปัญหาลูกน้อยชอบอมข้าว ได้ผล 100%

Writer : giftoun
: 24 ธันวาคม 2561

เมื่อปัญหาลูกน้อยชอบอมข้าวนั้นเป็นปัญหาใหญ่ที่คุณแม่ทุกคนต่างปวดหัวด้วยกันทั้งนั้น จะมีวิธีใดบ้างที่แก้ปัญหาเหล่านี้ได้ มาดูกันเลยค่ะ

กินให้ตรงเวลา

คุณแม่สามารถฝึกลูกกินข้าวให้ตรงเวลาได้ตั้งแต่ยังเล็ก เพราะการที่ให้ลูกกินข้าวตรงเวลาจะทำให้เคยชินกับการเคี้ยวข้าวเวลานั้นๆ และไม่มัวแต่อมข้าว โดยกินให้ตรงตามมื้อทั้งเช้า กลางวัน และเย็นค่ะ

เก็บสิ่งล่อใจ

ก่อนที่จะให้ลูกน้อยกินอาหารนั้น ควรเก็บสิ่งล่อตาล่อใจอย่างของเล่นเสียก่อน อีกทั้งคุณแม่ไม่ควรเปิดทีวี หรือเล่นโทรศัพท์ เพราะจะทำให้ลูกไม่มีสมาธิกินข้าวจนอมข้าวได้ค่ะ

ใช้จานใบโปรด

หากลูกชอบจานแบบหรือลายไหนเป็นพิเศษ คุณแม่ก็ให้ลูกใช้เป็นจานข้าวประจำตัวได้เลยค่ะ เพราะจะได้เพิ่มความสนใจในการกินไปด้วย ทำให้ลูกสนุกกับการกินข้าวจนไม่อมข้าวนั่นเองค่ะ

ตักข้าวน้อย

ตอนตักข้าวให้ลูกทานควรตักข้าวให้ลูกน้อยไว้ก่อนจะได้ดึงความสนใจ หากลูกกินใกล้หมดก็เติมให้ อาหารควรตัดเป็นชิ้นพอดีคำเพื่อให้ลูกเคี้ยวได้ง่าย เมื่อลูกกินข้าวในจานหมดก็อย่าลืมชมเชยลูกด้วยนะคะ

ทำของโปรดของลูก

การทำอาหารของโปรดลูก เขาจะปลื้มอกปลื้มใจกับการกินมากขึ้น การมีความสุขในการกินจะลดการอมข้าวลงได้ อย่าลืมเสริมผักเข้าไปด้วยนะคะ ลูกจะได้สุขภาพแข็งแรงค่ะ อย่างไรก็ตามการกินข้าวไม่ควรมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรนะคะ เพราะจะทำให้เด็กๆ ติดนิสัยต่อรอง แค่เก็บสิ่งล่อใจและกินให้เป็นเวลาก็จะเปลี่ยนนิสัยเด็กๆ ได้แล้วค่ะ

นั่งกินพร้อมกับผู้ใหญ่

การที่ลูกได้นั่งกินข้าวพร้อมๆ กับผู้ใหญ่ยิ่งดีเข้าไปใหญ่ค่ะ เพราะลูกกจะได้เห็นแบบอย่างที่ดีในการกินข้าว และไม่เหงาที่จะนั่งกินคนเดียว โดยคุณพ่อกับคุณแม่ควรกินไปพร้อมๆ กับลูกด้วย หากลูกอมข้าวก็ให้รีบเตือนอย่างทันท่วงที เช่น ลูกไม่ควรอมข้าวนะคะ หากไม่กินแม่ก็จะเก็บ และไม่มีให้กินอีกแล้วนะคะ

ถ้าอยากกินเองก็ไม่ห้าม

ถ้าลูกกเริ่มอยากตักข้าวทานเองหรือเอามือหยิบอาหารใส่ปากเอง เปิดโอกาสให้ลูกทำเต็มที่ ถึงแม้ว่าจะเลอะเทอะก็ตาม แต่ลูกรู้สึกท้าทายความสามารถและอยากทำให้ได้ ทำให้ลูกรู้สึกสนุกกับการกินจนโอกาสการอมข้าวนั้นลดลงค่ะ

ชมเมื่อไม่อมข้าว

การชมลูกเมื่อลูกทำได้ดีอย่างเช่นการไม่อมข้าวนั้น ยิ่งทำให้ลูกรู้สึกภูมิใจ จำได้ว่าการไม่อมข้าวแล้วมีคนชมเขา ก็ยิ่งอยากทำดีอีกหลายๆ ครั้ง จนลูกติดนิสัยการไม่อมข้าวไปเองค่ะ

ปรึกษาแพทย์

ถ้าคุณแม่สังเกตแล้วลูกนั้นมีปัญหากล้ามเนื้อในการเคี้ยวและกลืนจริงๆ ควรจะต้องปรึกษาแพทย์ค่ะ ซึ่งจะได้รับการฝึกบริหารกล้ามเนื้อที่ใช้เคี้ยวและกลืนโดยผู้เชี่ยวชาญอย่างนักกายภาพบำบัดค่ะ

โดยรวมแล้ว ถ้าทำให้การกินข้าวของลูกน้อยนั้นสนุกขึ้นมาได้ จะทำให้ปัญหาการอมข้าวของลูกน้อยนั้นหายไปได้ค่ะ

ที่มา

Writer Profile : giftoun


  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ลูกเบื่ออาหาร!!  พ่อเเม่ต้องทำอย่างไร
เด็กวัยเข้าโรงเรียน
กิจกรรมของครอบครัว กิจกรรมของครอบครัว
23 มกราคม 2562
ของเล่นที่มีขายใน 7-11
ช่วงวัยของเด็ก
เริ่มให้ลูกฝึกปั่นจักรยานตอนไหนดี?
กิจกรรมของครอบครัว
8 กีฬาฝึกลูกไว้ไม่มีเชย
กิจกรรมของครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
ก่อนปรุงอาหาร แน่นอนว่าเราทุกคนล้วนจะต้องล้างเนื้อสัตว์ก่อนนำมาปรุงอาหารใช่ไหมคะ เพราะคิดว่าจะช่วยล้างสิ่งสกปรกและทำให้เราปรุงอาหารได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น แต่ความคิดนี้อาจต้องเปลี่ยนไป เมื่อมีรายงานว่าการล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุงไม่ได้ช่วยทำให้สะอาดขึ้น แต่กลับเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายไปยังวัตถุดิบอื่นๆ รายงานของกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการล้างเนื้อไก่ดิบ และกล่าวอีกว่า ถึงแม้รายงานนี้อาจจะขัดต่อความเชื่อและความรู้สึกของผู้ทำอาหารจำนวนมาก แต่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ยืนยันถึงเหตุผลที่ไม่ควรล้างเนื้อไก่ดิบก่อนปรุงอาหาร เพราะในความเป็นจริงการล้างเนื้อสัตว์ก่อนปรุงกลับยิ่งทำให้แบคทีเรียก่อโรค เช่น ซาลโมเนลลา แพร่กระจายไปทั่วชิ้นเนื้อ และเมื่อเราสัมผัสเนื้อไก่ดิบที่มีเชื้อโรคแล้วไม่ได้ล้างมือด้วยสบู่ พอไปจับอุปกรณ์ทำอาหารหรือวัตถุดิบอื่นก็ยิ่งทำให้เกิดการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนี้การใช้น้ำประปาล้างเนื้อสัตว์ดิบทุกชนิดก่อนปรุงอาหารล้วนเพิ่มความเสี่ยงที่เชื้อโรคจะแพร่กระจายกว่าเดิม โดย USDA ยืนยันว่าเชื้อแบคทีเรียที่พบในเนื้อสัตว์จะตายและบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตราย หากปรุงสุกด้วยความร้อนขั้นต่ำตั้งแต่ 62-73 องศาเซลเซียส ดังนั้นถ้ารู้สึกว่าเนื้อสัตว์ที่จะใช้มีคราบหรืออยากกำจัดชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการก็ให้ใช้กระดาษเปียกซับคราบหรือดึงชิ้นส่วนที่ไม่ต้องการทิ้ง จากนั้นต้องล้างมือด้วยสบู่ให้ทั่วไม่ต่ำกว่า 20 วินาที และทำความสะอาดอ่างล้างจานก็เตรียมวัตถุดิบอื่นๆ ก็จะช่วยลดการแพร่กระจายต่อเชื้อโรคได้ อ้างอิงจาก voicetv.co.th fsis.usda.gov
23 สิงหาคม 2562