fbpx

รู้จักกับ ออทิสติกเทียมในเด็ก โรคที่เกิดจากการเลี้ยงดูที่ไม่ถูกต้อง

Writer : blahblahboong
: 28 กันยายน 2561

เรารู้กันดีนะคะว่า การให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ก่อนวัยที่เหมาะ หรือมีการใช้ที่มากเกินไป จะส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูก ออทิสติกเทียม ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาค่ะ เรามรู้จักกับออทิสติกเทียมให้มากขึ้น ทั้งสาเหตุ อาการ และวิธีการป้องกัน เพื่อให้เรารู้ทันและห่างไกลจากออทิสติกเทียมกันค่ะ

ออทิสติกเทียม คืออะไร

การที่เด็กขาดการสื่อสารแบบสองทาง เกิดจากการให้ลูกเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือดูโทรทัศน์ ซึ่งเป็นการรับสารทางเดียว ทำให้เด็กมีพัฒนาการทางสังคมที่ช้า เป็นความผิดปกติภายในสมองของเด็กวัยกำลังพัฒนา ไม่ใช่ความผิดปกติของร่างกาย โดยมีปัจจัย ภายนอกเป็นสิ่งเร้า

สาเหตุ

  • การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟน แทปเเล็ต ก่อนอายุ 2 ขวบ
  • ดูโทรทัศน์มากกว่าวันละ 1 ชั่วโมง
  • การใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกเลี้ยงลูก เพราะ ง่ายและสะดวกสบาย

เด็กเล็กยังไม่สามารถแยกแยะโลกจริงกับโลกเสมือนในหน้าจอ ทำให้ส่งผลต่อพัฒนาการ การที่เด็กไม่พูดโต้ตอบกับคนรอบข้างเพราะกำลังอยู่กับโลกส่วนตัวในหน้าจอ ในที่สุดจะพัฒนาไปปัญหาด้านการเข้าสังคม

อาการของออทิสติกเทียมในเด็ก

  • 6 เดือน ไม่ยิ้ม ไม่แสดงอารมณ์สนุกสนาน
  • 9 เดือน ไม่ส่งเสียง ไม่แสดงสีหน้าโต้ตอบ
  • 12 เดือน ไม่หันตามเสียงเนียกชื่อ
  • 18 เดือน ไม่ใช้ภาษาพูดร่วมกับท่าทาง

อาการเหล่านี้เข้าข่ายเสี่ยงเป็นออทิสติก หากต้องรู้ให้แน่ชัดว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือแค่มีพฤติกรรมคล้ายยออทิสติก คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปเข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็ก

การป้องกันออทิสติกเทียม

  • สังเกตลูกอย่างสม่ำเสมอ

เราจะเห็นความผิดปกติได้แบบทันท่วงที โดยเด็กที่เป็นออทิสติกเทียม หากได้รับการรักษาเเละการกระตุ้นอย่างถูกต้อง อาการก็จะดีขึ้นในระยะเวลาประมาณ 6 เดือน

  • พูดคุยกับลูกบ่อยๆ

การคุยกันน้อยวันละ 30 นาที – 1 ชั่วโมง ทำห้ลูกเรียนรู้การสื่อสารแบบสองทาง เด็กจะเข้าใจการโต้ตอบ สบตา คำศัพท์ เเละการให้ลูกออกไปเล่นกับเด็กคนอื่นๆ บ้าง ก็ช่วยสร้างทักษะด้านการปฎิสัมพันธ์

  • เลี้ยงลูกให้ห่างจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

ในช่วง 2 ปีเเรกของเด็กไม่ควรให้เล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ดูโทรทัศน์ และจะสามารถให้เล่นได้หลังจากอายุ 2 ขวบ แต่ก็ไม่ควรนานกว่า 1 ชั่วโมง/วัน นอกจากนั้นก็ควรหากิจกรรมอื่นๆ ให้ลูกทำ เช่น ต่อเลโก้ เล่นแป้งโดว์ วาดภาพระบายสี พับกระดาษ เป็นต้น

Writer Profile : blahblahboong

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มีรายงานจากทวีปยุโรปและอเมริกาเหนือพบผู้ป่วยเด็กและวัยรุ่นที่เจ็บป่วยด้วยลักษณะที่คล้ายกับกลุ่มอาการคาวาซากิ ร่วมกับมีภาวะช็อก คือมีอาการเจ็บป่วยเฉียบพลัน ด้วยการอักเสบรุนแรงในหลายอวัยวะทั่วร่างกาย เบื้องต้นเชื่อว่ากลุ่มอาการนี้สัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสโควิด 19 โดยภาวะนี้เรียกว่า Multisystem Inflammatory Syndrome in Children and Adolescents (MIS-C) แม้กลุ่มอาการนี้จะมีลักษณะคล้ายคลึงกับโรคคาวาซากิ ที่ทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดอักเสบทั่วร่างกายที่พบในภูมิภาคเอเชีย แต่ก็มีหลายประเด็นที่แตกต่างกันคือ  กลุ่มอาการ MIS-C พบในเด็กโตอายุเกิน 5 ปีได้บ่อยกว่า  มีอาการของระบบทางเดินอาหารได้บ่อยถึงร้อยละ 67-100 และบางครั้งเป็นอาการนำก่อนที่จะมีอาการอื่นๆ หลายระบบตามมา  มีความผิดปกติของการทำงานหัวใจที่ค่อนข้างรุนแรง  มีระดับของเอนไซม์บางตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจน (Triponin, BNPs) ซึ่งไม่ค่อยได้พบในโรคคาวาซากิ  มีปริมาณเกร็ดเลือดที่ค่อนข้างต่ำซึ่งต่างจากโรคคาวาซากิที่มักมีภาวะเกล็ดเลือดสูง  บางรายยังมีอาการของระบบประสาทหรือเยื่อหุ้มสมอง เช่น ปวดศีรษะ ซึม กระสับกระส่าย คอแข็ง ในรายที่รุนแรงพบเนื้อสมองบวม แต่สิ่งที่น่ายินดีคือพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่ แม้ว่าจะมีอาการรุนแรง แต่ตอบสนองดีต่อการรักษาด้วยยาลดการอักเสบกลุ่ม IVIG หรือ สเตียรอยด์ เกือบทั้งหมดสามารถหายและกลับบ้าน ได้มีเพียงผู้ป่วยจำนวนน้อยที่เสียชีวิต   สำหรับในประเทศไทยยังไม่พบผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์การวินิจฉัยของ MIS-C เหมือนในต่างประเทศ แต่ถ้าหากผู้ปกครองพบมีเด็กอาการน่าสงสัยคือไข้สูงเกิน 3 วัน มีอาการทางเดินอาหาร หรือมีผื่นผิวหนัง ตาแดง สามารถปรึกษากุมารแพทย์ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี call center 1415  อ้างอิงจาก http://www.dms.go.th/Content/Select_Landding_page?contentId=21859
5 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort