fbpx

จัดท่านอนลูกให้ถูกวิธี ช่วยให้ลูกน้อยหัวทุยสวยได้จริงหรือ

Writer : Jicko
: 6 สิงหาคม 2562

คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะกังวลเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตาของลูก กลัวจะผิดปกติบ้าง หลายต่อหลายอย่าง โดยเฉพาะเด็กเล็กคุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลเรื่องของศีรษะว่า สวยได้รูปหรือทุยหรือไม่

ซึ่งพ่อแม่บางคนก็เกิดข้อสงสัยอย่างมากว่า ถ้าให้เด็กนอนหงายแล้ว  หัวจะไม่ทุยเป็นความเชื่อที่ผิดหรือถูกกันแน่ แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขยังไงบ้าง ตามไปดูกันเลยค่ะ

ทำไมลูกจึงหัวแบนหรือหัวไม่ทุย

หัวไม่ทุยหรือหัวเบี้ยว เป็นหนึ่งในความผิดปกติในหลายแบบของกะโหลกศีรษะ สามารถแบ่งได้ 2 แบบ คือ

1.แบบแรกเกิดตั้งแต่คลอดใหม่

โดยแบบแรกพบว่า ลูกจะมีลักษณะของศีรษะที่ผิดปกติ ผิดรูป ตั้งแต่แรกคลอดเลย คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตได้ตั้งแต่แรกเกิด หรือหลังคลอดใหม่ๆ

สาเหตุ : เกิดจากการถูกกดทับของมดลูกต่อกะโหลกท้ายทอยทารกเป็นเวลานาน ส่วนมากเกิดขึ้นกับคุณแม่ที่มีลูกแฝด หรือสาเหตุจากอุปกรณ์ช่วยคลอด เช่นคีม หรือเครื่องสูญญากาศ มักจะเกิดขึ้นกับเด็กที่คลอดก่อนกำหนด  เนื่องจากกะโหลกศีรษะเด็กนั้นไม่ไม่แข็ง กดแล้วจะบุ๋มเหมือนลูกปิงปองนั้นเองค่ะ

2.แบบเกิดขึ้นภายหลังคลอด

โดยแบบที่สองนี้ พบว่าเมื่อแรกคลอดจะปกติดี แต่ต่อมาหัวจะเริ่มผิดปกติ หรือเริ่มเบี้ยว

สาเหตุ : เกิดจากการที่เด็กนอนอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ และมักจะเบี้ยวด้านใดด้านหนึ่ง ถ้านอนด้านนั้นนานมาก หรืออาจมีท้ายทอยที่แบนราบ หากนอนหงายเป็นเวลานานนั้นเอง แบบนี้เราเรียกว่า “Positional skull deformities”

 

วิธีการแก้ปัญหา

เมื่อคุณแม่คลอดทารกออกมา การจัดท่านอนให้ลูกแรกเกิด จนถึง 1 ปี เป็นวิธีและเทคนิคง่ายๆ ที่จะทำให้หนูๆ มีหัวที่ทุยไม่แบนราบได้ จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย

  • แรกเกิด – 3 เดือน

ช่วงวัยนี้ทารกยังมีกระดูกคอและสันหลังที่ไม่แข็งแรง จึงไม่สามารถชันคอขึ้นเองได้ คุณพ่อคุณแม่ต้องระมัดระวังอย่างมาก และที่สำคัญ ” ไม่ควรจับทารกให้นอนคว่ำเด็ดขาด” เพราะจะทำให้ลูกขาดอากาศและเสียชีวิตจากภาวะ SIDS ได้

ท่านอนที่เหมาะสมสำหรับวัยนี้ คือท่านอนหงาย และตะแคงค่ะ โดยคุณพ่อคุณแม่ควรจัดท่านอนให้ทารกนอนหงายบ้าง ตะแคงซ้ายบ้างขวาบ้าง สลับกันไปมาเป็นระยะๆ และไม่นอนในท่าใดท่าหนึ่งที่นานเกิดไปนั้นเองค่ะ

 

  • 4 – 6 เดือน

สำหรับวัยนี้ คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดท่านอนในท่านอนคว่ำให้ทารกได้ โดยมีคุณแม่คอยดูแลอยู่ใกล้ๆ แต่ต้องให้ “ลูกนอนคว่ำเวลาที่เขาตื่นเท่านั้น” เพื่อเป็นการฝึกกล้ามเนื้อคอและหลังให้กับทารก เหมือนเป็นการกระตุ้นพัฒนาการของเด็กในด้านต่างๆ อีกด้วย

 

  • 7 – 12 เดือน

เมื่อทารกอายุได้ 7 เดือนขึ้นไปแล้ว คุณพ่อคุณแม่สามารถจัดท่านอนทารกได้ไม่ว่าจะเป็น การนอนคว่ำ นอนหงาย นอนตะแคง เพราะวัยนี้ทารกสามารถพลิกตัวเองได้แล้ว แต่ต้องระมัดระวังไม่ให้ลูกนอนบนฟูกที่มีความนุ่มหรือยุบตัวมากเกินไปนะคะ เพราะเวลาที่ทารกพลิกตัว ลำตัวและศีรษะของเขาจะได้ไม่จมลงกับที่นอนเสี่ยงอันตรายต่อตัวเด็กนั้นเองค่ะ

 

  • หากทำตามแพทย์แล้วไม่ดีขึ้น

ในรายที่ไม่ได้ผลจากการทำตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว การรักษาจะได้ผลดี หากพาทารกมาพบแพทย์ในช่วงอายุ 4 – 12 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่กะโหลกศีรษะมีความอ่อน หากรายที่ไม่ได้ผลอาจจะต้องลงเอยด้วยการใส่หมวกคลายหมวกกันน็อก (skull molding helmet) และอีกทางคือการผ่านตัดเป็นทางเลือกสุดท้ายเลยค่ะ จะทำในรายที่ไม่ได้ผลจริงๆ หรือมีปัญหาอื่นๆ แทรกซ้อนเข้ามา ซึ่งจะพิจารณาการผ่าตัดน้อยรายมากๆ เลยค่ะ

 

ทริคแนะนำสำหรับคุณแม่

  • สลับเต้าให้นมลูกซ้ายและขวา
  • ใช้เป้อุ้มเด็ก
  • ใช้หมอนปรับท่านอน
  • ให้ลูกหันมองสลับในทิศทางต่างๆ
  • อย่าปล่อยให้ลูกนอนในคาร์ซีท หรือรถเข็นนานเกินไป

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : motherandchild happymom, rakluke

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



มีบุตรยาก แก้ไขอย่างไรได้บ้าง
ข้อมูลทางแพทย์
สิทธิประโยชน์ “ฝากครรภ์ฟรี” ปี 60
ข้อมูลทางแพทย์
ท้องตอนอายุ 35 มีปัญหาหรือไม่ ?
เตรียมตัวเป็นแม่
วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง
เตรียมตัวเป็นแม่
ความกังวลของ (คนกำลังจะเป็น) แม่
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
อาหาร อาหาร
ไข่เป็นแหล่งอาหารชั้นเลิศที่นอกจากจะอุดมไปด้วยสารอาหารสำคัญที่มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กแล้ว ยังหาทานได้ง่ายและมีรสชาติอร่อย รวมถึงสามารถปรุงได้หลากหลายเมนูอีกด้วย แต่ทว่าการทานไข่ที่ต่างชนิดกันก็ให้ปริมาณสารอาหารที่ต่างกันออกไป เช่นหากทานไข่ชนิดนี้มากไปจะทำให้คอเลสเตอรอลขึ้นสูงได้โดยไม่ทันระวัง วันนี้เราจะมาดูไปดว้ยกันว่าไข่แต่ละชนิดนั้นให้ปริมาณสารอาหารแตกต่างกันเท่าไหร่เพื่อให้ง่ายต่อคุณแม่ที่จะนำไปประกอบอาหารให้แก่ลูกน้อยค่ะ ไข่ไก่ เป็นไข่ที่มีความนิยมสูงสุดในการนำมาประกอบอาหารเพราะหาง่าย ทานแล้วอิ่มอยู่ท้อง สามารถทำมาทำได้ทั้งอาหารคาวและหวานเหมาะสำหรับเด็กที่ชอบรับประทานอาหารเมนูไข่ สารอาหารที่จะได้รับจากไข่ไก่นั้นมี พลังงาน 160 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 12.3 กรัม ไขมัน 11.7 กร้ม ไข่เป็ด มีขนาดที่พอๆกับไข่ไก่หรืออาจใหญ่กว่า เป็นไข่ที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่มากกว่าเด็กเพราะกลิ่นนั้นมีความคาวกว่าแต่รสชาตินั้นให้ความกลมกล่อมและสีสันที่สวยของไข่แดง การนำมาประกอบอาหารจึงมักจะถูกนำไปใช้ทำขนมหวานเพื่อความน่ากิน หากเด็กบ้านไหนชอบขนมฝอยทอง ทองหยิบทองหยอดหรือสังขยามากๆก็แปลได้ว่าหลงรักในรสชาติและความสวยของไข่เป็ดเข้าแล้ว สารอาหารจากไข่เป็ดนั้นมี พลังงาน 186 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 12.3 กรัม ไขมัน 14.3 กรัม ไข่นกกระทา ไข่จิ๋วแต่แจ๋ว ทานเพลินจนหยุดไม่ได้ มีความอร่อยและทานง่ายกับเด็กเล็กด้วยขนาดพอดีมือพอดีคำแต่เพราะทานง่ายนี่แหละจึงทำให้เรามักเผลอหยิบเข้าปากไปโดยไม่ระวังจนในที่สุดก็เป็นการทานมากกว่าจำเป็นและคอเรสเตอรอลเกินในที่สุด ซึ่งสำหรับเด็กๆที่ทานน้อยจนทำให้ได้รับสารอาหารไม่พอเพียง ไข่นกกระทาจึงเหมาะมากสำหรับการทานเพียงไม่กี่คำเพราะสารอาหารในไข่นกกระทาฟองเดียวนั้นมี พลังงาน 171 กิโลแคลอรี่ โปรตีน 13.3 กรัม ไขมัน 12 กรัม เลือกไข่แบบไหนจึงดีกับการเจริญเติบโตของเด็ก ไข่DHAหรือไข่ที่มี Omega3 ช่วยเสริมสร้างพัฒนาความจำ ไข่ไอโอดีน ช่วยพัฒนาสมองในการเรียนรู้ ไข่ออร์แกนิก มีสารอาหารมากกว่าไข่ปกติ ช่วยพัฒนาการเจริญเติบโต เมนูแนะนำสำหรับไข่แต่ละชนิด ไข่ไก่ ไข่ตุ๋น, แกงจืดไข่น้ำ ไข่เป็ด พะโล้ไข่เป็ดต้ม, ไข่เจียวยัดไส้ ไข่นกกระทา ไก่ปั้นไส้ใข่นกกระทา, ไข่นกกระทาลูกเขย สำหรับเด็กอ่อนอายุเกิน 6 เดือน ทานเมนูที่เป็นไข่แดงสุกบดผสมกับข้าวหรือแครอท, ฟักทองต้มบดละเอียด คำเตือน หากเด็กมีอาการแพ้สารอาหารที่อยู่ในไข่ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนในไข่แดงหรือขาว ควรได้รับการตรวจกับแพทย์และทานอาหารอย่างอื่นเสริมแทน ที่มา : rakluke,…
16 สิงหาคม 2562