fbpx

:: [สัมภาษณ์] ตุ๊กตา จมาพร กับบทบาทคุณแม่ เเละประสบการณ์คลอดลูกสุดตื่นเต้นที่อังกฤษ ::

Writer : Mookky TCN
: 20 ตุลาคม 2560

คุยกับตุ๊กตา จมาพร หรือที่รู้จักกันในชื่อ ตุ๊กตา The Voice สาวน่ารัก เสียงดี ซึ่งนอกจากจะเป็นนักร้องเเล้ว ยังเป็นคุณเเม่ของ “น้องเมโลดี้” ลูกสาววัยกําลังน่ารักที่บินไปคลอดถึงประเทศอังกฤษ มาฟังประสบการณ์ การคลอดลูก ต่างแดนสุดตื่นเต้นของคุณตุ๊กตากันค่ะ

ปัจจุบันทำอะไรอยู่บ้าง

ยังร้องเพลงอยู่ค่ะ มีรับงานตามอีเวนท์ เเละมีร้องประจําที่ Route66, Charmeateryandbar, Vapor และ The Casettes ค่ะ ย้อนกลับไปจุดเริ่มต้นของการประกวด The Vioce คือตอนนั้นไปมาหลายเวทีเเล้วเเต่ไม่ติด อาจเพราะด้วยลุคของเราที่เป็นคนสบายๆ เลยอาจจะไม่ตรงกับทางรายการ

เเต่พอมาเจอรายการนี้ที่เน้นเเต่เสียงเลยมาสมัครดู ตอนนั้นเราเลือกร้องเพลงญี่ปุ่นค่ะ ไม่คิดด้วยซํ้าว่าโค้ชจะหัน ก็เลยไม่ได้วางแผนชีวิตไว้ก่อนเยอะๆ เหมือนอยู่ดีๆผลงานที่เราทําอยู่ๆ มันตูมขึ้นมาจนตอนนี้ถึง seoson 5 คนก็ยังจําได้อยู่นะคะ ตอนนี้ก็มีโอกาสได้ไปร้องเพลงที่ประเทศญี่ปุ่นด้วยจากเวทีนี้ด้วย

ชีวิตเปลี่ยนไปไหมหลังจากมีลูก

เปลี่ยนค่ะ เเต่ไม่เชิงเปลี่ยนไปถึงการใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ เพราะจริงๆ เเล้วตุ๊กตามีคุณเเม่มาช่วยดูเเลลูกตอนไปทํางาน เเต่จะเปลี่ยนคือเรามีห่วงเวลาออกไปข้างนอก หรือห่วงว่าทําอะไรอยู่ ลูกจะงอเเงไหม เหมือนมีลูกที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเราไปแล้วค่ะ เหมือนเพิ่มสมาชิกอีกคนมาเป็นหนึ่งในครอบครัวขึ้นมามากกว่า

เหมือนมีช่วงหนึ่งที่หายไปกลับมาอีกทีก็มีข่าวมีลูกเลย

ความจริงตอนนั้นเราก็ใช้ชีวิตเรื่อยๆ แบบปกติ มีช่วงที่งานเราเริ่มซาลงไป แล้วก็ถือโอกาสไปอังกฤษเเล้วคลอดลูกที่นั่นเลย เพราะคุณพ่อเขาอยู่อังกฤษ ช่วงนั้นตอนอยู่ที่นั่นเราไม่ได้ทํางานเลย เราเป็นคนทํางานมาตลอดตั้งเเต่เรียนจบมหาลัย พอไม่ได้ทํางานมันรู้สึกช็อค เราเลยบอกว่าขอกลับมาทํางานดีกว่า

ตอนนั้นอยู่เมืองนอก 6 เดือน เเล้วเลือกบินกลับมาที่เมืองไทย ซึ่งก็เป็นไปตามข่าวคือตอนนี้ก็เเยกกันอยู่ ด้วยความที่เขาไม่มานี่เเน่ๆ เเละเราก็ไม่ไปที่นั่นเเน่ๆ เลยตกลงเเยกกันอยู่เเต่ก็ยังคุยกันได้นะคะ ตอนนี้วางแผนจะให้ลูกไปเรียนที่อังกฤษ เพราะที่นั่นเรียนฟรี เเละสภาพเเวดล้อมก็ดี มีพื้นที่ให้เด็กไปทํากิจกรรม เเละไปใช้เวลาได้

เล่าประสบการณ์คลอดลูกในต่างประเทศให้ฟังหน่อย

เตรียมตัวก่อนคลอด

การคลอดลูกที่อังกฤษจะค่อนข้างต่างกับเมืองไทยค่ะ คือไม่ว่ายังไงเขาจะไม่ยอมให้ผ่าคลอด ถ้าไม่เป็นสภาวะที่ร้ายแรงมาก เขาจะค่อนข้างเน้นให้คลอดธรรมชาติ อยู่ๆ ถ้าหมอมาผ่าให้ก็อาจถึงขั้นฟ้องร้องกันเลยทีเดียว ต่างกับเมืองไทยที่เราจะเลือกเเพกเก็จได้ตามใจคุณเเม่ ที่อังกฤษสิทธิทุกอย่างจะฟรีหมด ซึ่งที่นั่นหมอจะไม่ได้มาทําคลอดให้เรา เเต่จะเป็นพยาบาลที่เชี่ยวชาญเรื่องเด็ก เเละไม่ได้มีการดูเเลติดตามเยอะๆ เหมือนของเมืองไทยจะมีนัดเเค่เดือนต่อเดือน เพื่อดูว่าลูกสุขภาพเเข็งเเรงดีนะ

ตอนเเรกเราฝากท้องที่ไทยก่อน หลังจากนั้นไปเจอหมอครั้งเเรกที่นู่นตอนอายุครรภ์ประมาณ 6 เดือน หมอที่ไทยบอกเราว่าไม่ต้องเอาข้อมูลอะไรไปนะค่อยไป follow up ที่อังกฤษเอา เเต่พอมาถึงหมอบอกว่าทําไม่มีข้อมูลมาให้เลย เเล้วฉันจะตรวจอะไร คือหมอที่นั่นเขาจะไม่ได้โอ๋เรามาก เราก็ต้องเล่าให้เขาฟังว่าท้องกี่เดือน อาการเป็นยังไงบ้าง เเต่โชคดีที่เราดูสารคดีที่หมือนเป็นเรียลลิตี้ของคุณเเม่คลอดลูก ช่วงนั้นเราดูบ่อยมากๆ ดูทุกวันทําให้พอรู้ว่าคลอดธรรมชาติจะเจออะไรบ้าง

ก่อนคลอด

ในสารคดีบอกเราว่าถ้าบล็อคหลังเเล้วข้างล่างมันจะชา ทําให้คลอดช้ากว่าเดิมด้วย เช่น จาก 5 ชม. กลายเป็น 10 ชม. เพราะเเรงในการเบ่งมันจะน้อยลง เราเลยเลือกที่จะไม่บล็อคหลัง ไม่ฉีดยา ดมแก๊สเป็น Pain relief อย่างเดียวที่เราเลือก แต่ความพีคยังไม่จบ เพราะที่อังกฤษเขาจะห้ามไม่ให้แอดมิดก่อน ไม่ใช่ให้มาอยู่ก่อนเตรียมตัวคลอดได้หลายวัน เเต่ต้องปวดท้องเเล้วถึงมาได้อย่างของเราถุงน้ำาครํ่าไม่แตก เเต่เรารู้สึกปวดท้องซึ่งมันจะครบดีลเเล้ว ด้วยคือ 40 สัปดาห์ คือถ้ารออีก 2 วันอาจจะครบ เเต่เราปวดท้องมา 3 วันเเล้ว

วันเเรกเริ่มปวดท้องโทรหาทางโรงพยาบาลว่าไปคลอดได้หรือยัง เขาก็บอกว่าไปเปิดนํ้าอุ่นๆ ในอ่าง เเล้วลงไปนอนเเช่ทําใจให้สบาย ยังมาไม่ได้ค่ะ!! เพราะ contraction(การปวดท้องคลอดก่อนคลอด) ถ้าห่างกัน 10 นาที 5 นาที ก็ยังมาไม่ได้ เเต่ต้องปวดถี่ๆ เป็นนาทีต่อนาทีเท่านั้น

ตอนที่เราไปที่โรงพยาบาลก็อาจจะต้องเล่นละครนิดนึงว่า “โอ๊ยยยยยย ไอไม่ ไหวเเล้ว ยูช่วย หน่อย” อะไรแบบนี้ถึงจะได้เข้าไป ตอนเราไปครั้งเเรกก็ไม่ได้คลอด เพราะปากมดลูกเปิดเเค่ 2 ซม. ก็โดนให้กลับบ้านไป สักพักก็ถึงช่วงที่เราหายใจไม่ได้เเล้วเพราะปวดมากๆ เเต่เราก็ไม่รู้ว่าอันนี้คือถึงที่สุดหรือยังเพราะท้องเเรก เเต่พอไปถึงเห็นฝรั่งคลานออกมาจากลิฟต์มาคลอดเเล้วร้องกรี๊ด เลยคิดว่าต้องเบอร์นี้เหรอ เเล้วก็รู้เลยว่า เออ…เรายังไหวอยู่

  • เข้าไปคลอดจริง

ก่อนหน้านี้เราได้เจอคุณหมอครั้งนึง เพราะตอนนั้นท้องอยู่ 9 เดือน เเล้วเดินลงบันได ตัวเราระวังมากตอนเดิน เเต่พอถึงพื้นเเล้วดันล้ม เลยต้องไปโรงพยาบาลเพื่อเช็คอาการ แต่พอคลอดจริงไปถึง มีแต่พยาบาลนั่งอยู่คนหนึ่งพร้อมกับแฟ้มเเละกระจกหนึ่งบาน เเล้วเขาก็ให้เราสูดเเก๊สคล้ายๆ ฮีเลียม(แก๊สที่สูดเข้าไปเเล้วเสียงเปลี่ยน)ตอนนั้น สิ่งนี้ช่วยให้เราหายเจ็บ ได้ดีที่สุดค่ะ

เพราะเราเลือกที่จะไม่บล็อคหลัง ก่อนหน้านั้นเจ็บมากๆ ถ้าใครสงสัยว่ามันเจ็บยังไงสําหรับผู้ชายให้จินตนาการว่าเหมือนการปวดหนักมากๆ เเล้วบวกเพิ่มไปอีก 10 เท่า ส่วนสําหรับผู้หญิงก็คืออาการปวด ท้องประจําเดือน เเต่ว่าบวกเข้าไปอีก 10 เท่า ซึ่งมันจะมาทุกๆ 1 นาที ปวดเเล้วหยุดเเล้วปวดอีก ตอนนั้นเข้าใจเลยว่าทําไมถึงปวดถี่ๆ เพราะปวดเเล้วมันช่วยในการบีบตัว เป็นการมันช่วยให้มีเเรงผลักเด็กออกมา

  • บรรยากาศในห้องคลอด

ข้างในเป็นอ่างจากุชชี่แบบอังกฤษ มีสีนิดหน่อยให้เรารู้สึกผ่อนคลาย เเล้วก็มีนํ้าอุ่น(ไม่ถึงกับออนเซ็น) ซึ่งวิธีที่เลือกไม่ได้ทําให้เราหายเจ็บอะไรเลย เเค่ทําให้รู้สึกผ่อนคลายเฉยๆ พยาบาลจะมีกระจกบานนึง เพื่อดูว่าเด็กออกมาหรือยัง ทั้งห้องจะมีพยาบาลคนเดียวกับมีเราเเล้วก็แฟนเรา ซึ่งพยาบาลไม่พูดอะไรเลย เราก็ต้องถามว่าอันนี้เบ่งได้เเล้วใช่มั้ยคะ เขาก็บอกว่าเบ่งเลยๆ

ในระหว่างที่เบ่งห้องข้างๆ ก็กรีดร้องเสียงดังมากๆ จนพยาบาลก็พูดว่า “ไม่เป็นไรนะ ยู ของเขาปากมดลูกเปิดน้อยกว่ายูอีก” ความรู้สึกคือเขาเสียงดังมากเหมือนแบบเจอผีอะไรแบบนั้น ตอนนั้นเราเบ่งอยู่ชั่วโมงครึ่งยังไม่ออกมา ด้วยความที่นั่งในอ่างเเล้ว เหมือนมันงอตัวอยู่เลยทําให้ออกยากมาก เราเลยขอเขาไปที่เตียงแทน

หลังจากนั้นรู้สึกเหมือนมีอะไรหลุดออกมา ในใจคิดว่าเป็นลูกเราแน่ๆ ก้มลงไปอ่าวเป็นถุงนํ้าครํ่ามันออกมา เราก็ไม่รู้จะทํายังไงเลยถามว่า “ดึงออกมาได้ไหม” เค้าก็บอกว่าได้ เราเลยดึงออกมาเลย เราดึงถุงนํ้าครํ่าออกมาด้วยตัวเอง ทุกอย่างเราต้องจัดการเองหมด หลังจากเบ่งอยู่ที่เตียงอยู่นานก็ขอกลับไปที่อ่าง ทําสลับกันไปมา ราว 5 ชั่วโมง ตอนนั้นลูกก็ยังไม่ออกมา

  • วิกฤติในห้องคลอด

หลังจากนั้นเรากลับมาที่อ่างอีกรอบเราก็ขอไม่นั่งใน อ่าง เเต่ขอยืนเอาขาพาด บันไดแทน เเล้วก็จับขอบอ่างเพื่อยืนคลอด ซึ่งพอยืนเบ่ง 3-4 รอบก็ออกมาเลยจากการเบ่ง ตอนเเรกหัวเขาจะค่อยๆ ออกมาก่อน มันธรรมชาติมากๆ พอ หัวออกมาพยาบาลก็จะช่วยรับเเล้ว ช่วยพลิกหัวเขาออกมาในแบบหัวทิ่มเหมือนหกสูงมา พอออกมาปุ๊ปก็มีพยาบาล 3-4 คนมารุมช่วยเรา สิ่งที่เขาให้ความสําคัญคือลูกออกมาปุ๊ปต้องเอาไว้ที่อกแม่เลยทันที จากนั้นเขาก็พาไปที่เตียงเเล้วก็มารุมกันเย็บแผลเรา โดยจริงๆ

เเล้วของที่นี่พอคลอดเขาเสร็จเเล้วจะต้องคลอดถุงอาหารออกมาด้วย เขามีให้เลือกว่าจะเบ่งถุงอาหารออกมาด้วยมั้ย ถ้าเบ่งเราจะเพิ่มอีกชั่วโมงหนึ่ง เเต่เราไม่เอาเเล้วเพราะมันเจ็บมากๆ เหนื่อยเเล้วก็เลยฉีดยาเร่ง ตอนเเรกนึกว่าเด็กออกก็จบเเล้ว เเต่ความจริงมี 3 step คือ ถุงนํ้าครํ่า เด็ก เเละถุงอาหาร ฝรั่งบาง คนก็จะเอามาปั่นกิน เพราะเขารู้สึกว่าเหมือนเป็นการคืนอวัยวะเข้าสู่ร่างกายตัวเอง

หลังคลอด

อีกสิ่งที่ต่างจากเมืองไทยคือเรื่องพักฟื้น คือพอคลอดปุ๊ปก็ต้องกลับเลย แต่ด้วยความโชคดีในโชคร้ายที่เราติดเชื้อในกระเเสเลือด เพราะเเผลเราฉีกขาดเยอะมาก ก็เลยยังได้แอดมิดอยู่ต่อ เพราะตอนผ่าเสร็จกําลังเห่อลูก เเล้วก็ทํานู่นทํานี่ เดินไปเดินมา แผลอักเสบทําให้ติดเชื้อในกระเเสเลือด เหมือนมันทนพิษบาดแผลไม่ไหว ทําให้รู้สึกหนาวสั่น หมอ เลยให้อยู่อีกคืน พอคนข้างๆเห็นเราอยู่อีกคืนก็อยากขออยู่ด้วยเเต่ไม่ได้ เพราะที่นี่ถ้า คลอดเช้าบ่ายก็ให้กลับเลย

อีกสิ่งหนึ่งของโรงพยาบาลที่อังกฤษคือพอคลอดเสร็จโรงพยาบาลไทยก็จะเอาเด็กไปไว้รวมกันในห้องดูแลเด็กอ่อน ส่วนที่อังกฤษคือคลอดเสร็จจะยกให้เเม่เลย จะมีตรวจนิดหน่อยเเต่ลูกจะอยู่กับเราตลอดเวลา ตอนเวลาเขาหิวนมหรือ อะไรเราก็ต้องเดินไปหาเเล้วให้นม ซึ่งถ้านมเเม่ไม่ออกก็จะมีนมที่ไว้สําหรับกินเสริม คือเราต้องทําเองทุกอย่าง พอออกจากโรงพยาบาลเเล้ว วันที่สองเราก็พาลูกออกมาเดินเล่นข้างนอกเลย ซึ่งที่อังกฤษจะเป็นเรื่องปกติมากๆ ค่อนข้างเลี้ยงแบบอิสระ มันทําให้เด็กมีสุขภาพจิตดีด้วย

ย้อนกลับไปตอนคลอดรู้สึกกลัวเเค่ไหน

ตอนนั้นไม่กลัวเลยคิดเเต่ว่าอยากเห็นหน้าเขา ตอนเจ็บก็ไม่เจ็บ ตอนปวด ท้องก็ มีทรมานนิดหน่อย เเต่เหมือนเราทนได้ ตอนแรกก็ไม่คิดว่าจะมีลูก หรือจะ คลอดเองได้ หลังคลอดก็ออกมา 3 กิโลกว่าๆ สุดท้ายก็รู้สึกว้าวว ว่าเออ…เรา ทําได้ เหมือนร่างกายผู้หญิงมันถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนี้ ระหว่าง คลอดเราอาจจะยอมเเพ้เมื่อไหร่ก็ได้ เเต่มันทําให้เรารู้สึกว่าเออเราอยากสู้ต่อไป คิดว่าเป็นธรรมชาติของผู้หญิง เหมือนตอนเจ็บเราก็ต้องเบ่ง พอคลอดเองสิ่งที่ดีก็คืออีก วันเราเดินเองได้เลย เเล้วลูกก็เเข็งเเรงมากๆ ไม่มีโรคอะไรเลย ซึ่งเราเคยอ่านในบทความบอกไว้ว่าการคลอดลูกแบบธรรมชาติกับผ่าออกมา มันเป็นกระบวนการคนละแบบกันเลย จากประสบการณ์ก็รู้สึกเลยว่าอยากรณรงค์ให้เมืองไทยคลอดธรรมชาติเยอะๆ เพราะจะได้ความรู้สึกของการเป็นเเม่ด้วย เราว่ามันเป็นประสบการณ์ที่สุดยอดมาก

เเสดงว่ายังไงก็ยังยืนยันจะคลอดเองอยู่

ถ้าอนาคตมีลูกอีกคนหนึ่ง ถึงเเม้จะอยู่เมืองไทยก็จะเลือกคลอดธรรมชาติ เหมือนเมืองไทยส่วนใหญ่คนจะผ่าหมดเลย เเต่ที่อังกฤษคือเลือกคลอด ธรรมชาติกันทุกคน ที่นี่เขาไม่เข้าใจว่าจะผ่าทําไม เพราะมันทําให้เเม่ป่วย ทําให้ เด็กป่วย เลยไม่รู้จะเลือกผ่าทําไมกัน เรามองว่าการคลอดธรรมชาติ เหมือนการทดสอบร่างกายเรา พอคลอดเสร็จพยาบาลบอกว่าถ้ามีคนที่สอง เราคลอดเองที่บ้านได้เลยนะ

ส่วนใหญ่คนอังกฤษก็คลอดลูกเองที่บ้านเยอะ เเล้วค่อยเรียกพยาบาลมาให้ช่วยเย็บ ตัดสายสะดือ ซึ่งเราเองไม่ได้มีกรีด ร้องมาก (พยาบาลก็บอกว่าคนเอเชียจะไม่ค่อยกล้าร้องเท่าไหร่หรอก จะ ค่อน ข้างขี้อาย ต่างกับฝรั่งที่เจ็บนิดเดียวเเต่เล่นใหญ่มาก) คิดว่าการ คลอด ธรรมชาติเป็นประสบการณ์ที่เราเล่ามันได้ตลอดเลย

ตุ๊กตาเลี้ยงลูกยังไงบ้าง

การเลี้ยงช่วง 2-3 เดือนเราให้เขานอนเองเลย เราอ่านเจอมาว่าถ้าอยาก ให้ลูกนอนเองให้วาง เขาบนเตียง พอวางเขาเเล้วเขาก็จะร้อง เเต่ให้วาง เเล้วก็ให้ปิดประตูไปเลย ถ้า 5 นาที เเล้วเขายังร้องอยู่ก็ให้เดินไปกอดเขา จากนั้นก็วางเขาลง เหมือนเดิม ให้ทําอย่างนี้ซํ้าๆ จนกว่าเขาจะหยุดร้อง เเล้วตุ๊กตาก็ทําอย่างนั้นวันเดียว อีกวันหนึ่งเขาก็ไม่ร้องเลย ส่วนใหญ่เราจะเลี้ยงลูกพาไปนู่นไปนี่ เลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่ได้กะเกณฑ์อะไรเยอะมาก อยากให้ไปสวน ไปเล่น กับเด็กๆ มากกว่า

คิดว่าการเป็น Single Mom มีข้อดีข้อเสียยังไง

จริงๆ เเล้วเราเป็น Single Mom อีกฝ่ายก็เป็น Single Dad ด้วย คนที่โดน เรียนว่า Single mom จะมีความรู้สึกว่าต้องแบกรับอะไรหลายอย่าง เเต่ อย่าง เราก็ไม่ได้นิยามตัวเองว่าเป็น Single Mom คือยากให้รู้สึกว่าชีวิต มันมี หลายทางเดิน เเล้วบางทีมันก็ไม่ได้เป็นไปตามที่เราคิด ถ้าเราเจอ ทางเดินแบบนี้เราก็ต้องแก้ปัญหาไป อะไรก็ได้ที่ถือว่าเค้ามีความสุข มอง ว่าสําคัญคือ เด็กต้องได้รับความรัก ซึ่งอาจจะเป็นความรักที่มาจากใคร ก็ได้ ไม่จําเป็นต้องได้จากแค่พ่อหรือแม่ มันอยู่ที่เราให้ความรักอะไรกับ เขามากกว่า เพราะเด็กที่มีความสุขคือเด็กที่ได้รับความรักที่ดี

การเป็น Single Mom สร้างความกดดันในการเลี้ยงลูกไหม

เราไม่ได้กดดันตัวเองว่าเป็น Single Mom เเล้วต้องมาแบกรับอะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งมันแบกรับด้วยคําว่า Single Mom นี่เเหละ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรเอาคําว่าเลี้ยงเดี่ยวมากดดันตัวเองขนาดนั้น มันอาจจะเหนื่อยหน่อย แต่การดูแลใครซักคนมันเหนื่อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหนื่อยก็หาคนช่วยก็ได้ ซึ่งไม่จําเป็นต้องเป็นพ่อ

เเค่รู้สึกว่าคนเรามันมีทางเลือกอีกเยอะ คือด้วยความที่สังคมปลูกฝังว่า การเป็นพ่อเเม่ลูกครบคือความอบอุ่น พอเรามีมันไม่ครบเราก็ จะกดดันว่าเราจะต้องมีปัญหา เเต่พอจริงๆ อยากให้คิดว่าไม่ขนาดนั้น มันสําคัญที่ความรักมากกว่าอย่าไปคิดถึงบทบาท บางคนแคร์ว่าสังคมจะมองเรายังไง ลูกเราจะต้องเเตกแยกหรือเปล่า เเล้วพอยิ่งเรากดดันเราจะยิ่งลงที่ลูก

มีวิธีอธิบายลูกยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้

วันนี้เขายังไม่ได้ถามอะไรมาก เเต่วันหนึ่งเขาก็ต้องถามอยู่ดี ตุ๊กตาคิดว่าต้องอธิบายเขา พูดความจริงกับเขาว่าคนเราต่างมีทางเลือกไม่เหมือนกัน วันนึงหนูก็อาจจะต้องพบเจอเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเช่นกัน แต่ขอให้รู้ไว้ ว่า ความรักที่ทั้งพ่อและแม่มีให้คือความจริงที่สุด และไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ดูเป็นคนค่อนข้างผ่อนคลาย มีโมเมนต์เครียดมั่งไหมตอนเลี้ยงลูก

มีนะ ความจริงมันยากลําบากมากกว่าที่จะตกตะกอนเเล้วพูดออกมาได้ แบบนี้ ด้วยความที่เราเคยอยากให้ลูกมีความเป็นพ่อแม่ลูก ทําให้เราก็กดดันตัวเอง เลยพอเข้าใจว่าคนเป็น Single Mom มันไม่ควรต้องมานั่งกดดันตัวเองมาก ตอนนั้นเป็นมากถึงขั้นเป็นโรคซึมเศร้า เเต่สุดท้ายเเล้วมันก็ต้องรู้ว่าเราต้องการอะไร เเละโชคดีที่เรามีเพื่อนดี อีกอย่างความยาก ของเรากับแฟนคือการอยู่คนละประเทศ ซึ่งจุดประสงค์ในชีวิตมันคนละอย่างกัน มันก็เลยอยู่ด้วยกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องตกลงกัน และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค่ะ

ฝากถึงคนที่เป็น Single Mom หรือ Single Dad หน่อย

  •  อย่าเอาคํานี้มากดดันตัวเอง
  • เด็กไม่จําเป็นต้องมีทั้งพ่อทั้งเเม่ เเต่อาจเป็นคนอื่นก็ได้ไม่ว่าจะ ตา ยาย ปู่ ย่า หรือใครก็ตาม ก็สามารถให้ความรักกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้
  • เด็กต้องโตไปเรื่อยๆ พอถึงจุดหนึ่งเขาจะมีชีวิตของเขาเอง นั่นเท่ากับเราเป็นผู้ปกครองไม่ใช่เจ้าของชีวิต
  • ความรักมีหลายรูปแบบ อย่ายึดติดบรรทัดฐานสังคมมาว่าจะต้องเป็น อย่างนี้ๆ ให้เลือกความรักที่ดีที่สุดให้เด็กดีกว่า
  • ถ้าเจอเรื่องหนักๆ ในชีวิตให้คิดว่าสุดท้ายเรื่องทุกอย่างมันจะผ่านไป จากการได้คุยกับคุณตุ๊กตาทําให้เรารู้สึกว่า ไม่ว่าจะทั้งบทบาทนักร้อง หรือในบทบาทเเม่ ก็มีความท้าทายไม่เหมือนกัน จุดสําคัญคือการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะในบทบาทไหนด้วยทัศนคติที่ดีค่ะ

 

Writer Profile : Mookky TCN

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



CAR SEAT กับเด็กแต่ละช่วงอายุ
ข้อมูลทางแพทย์
10 คำพูด ที่คนเป็นแม่ไม่อยากได้ยินเลย
กิจกรรมของครอบครัว