fbpx

พ่อแม่ควรรู้ โรค SIDS โรคไหลตายในทารก ภัยเงียบจากการนอนหลับ

Writer : Lalimay
: 11 เมษายน 2562

เมื่อลูกไม่สบาย คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ย่อมทำทุกวิธีทางเพื่อให้ลูกหายป่วย แต่ถ้าอยู่ดีๆ ลูกเกิดเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุก็คงใจสลายไม่ใช่น้อย ซึ่งมีโรคอยู่ชนิดหนึ่งที่ทำให้เด็กเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุ วันนี้เราไปทำความรู้จักโรค SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) การเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กให้มากขึ้นกันดีกว่าค่ะ

โรค SIDS คืออะไร

โรค SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) การเสียชีวิตเฉียบพลันในเด็กทารก หรือที่เรียกกันว่าโรคไหลตายในเด็กทารกนั้น เป็นอาการที่เด็กเสียชีวิตขณะนอนหลับโดยไม่ได้คาดคิดและหาคำอธิบายไม่ได้ ซึ่งส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นกับเด็กแรกเกิดจนถึง 1 ขวบ โดยเฉพาะในช่วง 2-4 เดือนแรก

และมักเกิดกับเด็กผู้ชายมากกว่าเด็กผู้หญิง เป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าทารกจะมีสุขภาพแข็งแรงและจะไม่มีการแสดงอาการล่วงหน้า

สาเหตุ

ปัจจุบันวงการแพทย์ยังหาสาเหตุของการเกิดโรค SIDS อย่างแน่ชัดไม่ได้ แต่จากการศึกษาพบว่าทารกจะหยุดหายใจขณะหลับและไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย โดยอาจเกิดจากหลายปัจจัยที่มารบกวนการนอนหลับของลูก เช่น การให้ทารกนอนคว่ำ อยู่ในสภาพอากาศร้อน ได้รับควันบุหรี่ ถูกวัตถุนิ่มๆ หรือผ้ามาปิดจมูก

เด็กที่เสี่ยงเสียชีวิตจาก SIDS คือ เด็กที่คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักตัวน้อย มีคนใกล้ชิดสูบบุหรี่

วิธีป้องกัน

ควรให้ทารกนอนหงายหรือตะแคง เพราะจะหายใจนำอากาศเข้าปอดได้ดีกว่าท่านอนคว่ำ

อุณหภูมิในห้องนอนต้องไม่ร้อนหรือเย็นจนเกินไป อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะถ้าร้อนก็จะทำให้ลูกไม่สบายตัว หายใจลำบากมากขึ้น ถ้าเย็นไปก็อาจทำให้ไม่สบายได้

ที่นอนของลูกต้องแน่น ไม่อ่อนยวบ เพราะอาจเป็นสาเหตุของการอุดทางเดินหายใจระหว่างหลับ

บนที่นอนไม่ควรมีตุ๊กตาหรือผ้าห่มหนาๆ เวลาที่ลูกหลับ เพราะอาจมาปิดหน้าลูก

หลีกเลี่ยงควันบุหรี่ เพราะเป็นสาเหตุหลักของการหายใจที่ผิดปกติของทารกอาจก่อให้เกิดภูมิแพ้หรือหลอดลมตีบเฉียบพลัน

เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีการศึกษาวิจัยว่านมแม่สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรค SIDS ในทารก

ข้อมูลอ้างอิงจาก

Writer Profile : Lalimay

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



นวด นวด นวด มานวดลูกน้อยกันเถิด
เด็กวัยแรกเกิด
ป้อนข้าวลูกยังไงให้ทานได้เยอะ?
ข้อมูลทางแพทย์
Update