คุณแม่ท้องแข็งไม่ต้องตกใจ! 5 เคล็ดลับรับมืออาการท้องแข็ง

Writer : giftoun
: 3 กรกฏาคม 2562

เมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์มากแล้ว มักจะมีอาการท้องแข็งเนื่องจากมดลูกเริ่มขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีมดลูกเริ่มแข็งเป็นก้อนแล้วแน่นท้องจนท้องแข็งขึ้นมา แล้วคุณแม่จะมีวิธีรับมือได้อย่างไรบ้าง มาดูกันเลยค่ะ

ลุกขึ้นและนอนลงอย่างช้าๆ

เนื่องจากอาการท้องแข็งมักจะเกิดขึ้นบ่อยตอนที่คุณแม่ล้มตัวนอนลงบนเตียงหรือลุกขึ้นจากเตียง ดังนั้นเวลาที่คุณแม่จะล้มตัวลงนอนจะต้องค่อยๆ ตะแคงเอนลงอย่างช้าๆ รวมถึงเวลาจะลุกก็ต้องพลิกตัวแล้วตะแคงขึ้นอย่างช้าๆ เช่นกันค่ะ

ไม่ควรขับรถเอง

คุณแม่ไม่ควรขับรถไปเอง เพราะการที่คุณแม่ขับรถเองในช่วงที่ท้องใหญ่ขึ้นนั้น นอกจากจะขับรถไม่สะดวกแล้ว คุณแม่ยังต้องนั่งอยู่ในท่าที่หน้าท้องถูกกดทับตลอดเวลา อีกทั้งจังหวะที่รถวิ่งๆ หยุดๆ จะทำให้ลูกกระแทกผนังมดลูกไปมา อาจทำให้เกิดการเจ็บท้องหรืออาจเกิดอุบัติเหตุได้ค่ะ

ไม่ลูบท้องบ่อยๆ

ถึงแม้ว่าการลูบท้องจะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยในท้อง แต่ในช่วงใกล้คลอดแนะนำว่าคุณแม่อย่าเพิ่งเอามือไปจับท้องบ่อยเพราะมดลูกไวต่อการกระตุ้นมาก การที่คุณแม่เอามือไปจับจะทำให้มดลูกแข็งตัว จึงเป็นสาเหตุให้คุณแม่รู้สึกท้องแข็งนั่นเองค่ะ

อย่าจับหน้าอก

คุณแม่อย่าเพิ่งจับหน้าอกเพราะถ้าเกิดหัวนมแข็งชันขึ้นมาเมื่อใด มดลูกก็อาจจะแข็งตัวตามมาได้เช่นกัน ส่วนคุณแม่ที่มีลูกเล็กและกำลังตั้งครรภ์อยู่ ควรให้ลูกหย่านมเพราะการดูดนมแม่นั้นจะส่งผลให้มดลูกบีบรัดตัวตามไปด้วยค่ะ

ไม่อั้นปัสสาวะ

คุณแม่ไม่ควรอั้นปัสสาวะเพราะจะทำให้กระเพาะปัสสาวะโป่งมากขึ้น และไปกดเบียดมดลูกจนมดลูกมีความดันสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้คุณแม่ท้องแข็ง นอกจากนี้หากกระเพาะปัสสาวะเกิดการอักเสบ จะกระตุ้นให้มดลูกแข็งตัวจนแท้งหรือคลอดก่อนกำหนดได้ค่ะ

จะเห็นได้ว่าภาวะท้องแข็งของคุณแม่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวถ้ารู้จักวิธีที่รับมือได้อย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตามอยากให้คุณแม่ลองสังเกตสิ่งผิดปกติอย่างสม่ำเสมอ ถ้าอาการไม่ค่อยดีนักควรรีบพบแพทย์ค่ะ

Writer Profile : giftoun


  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



12 ข้อดีจากการให้นมแม่
เตรียมตัวเป็นแม่
7วิธีลดน้ำหนักสำหรับคุณแม่หลังคลอด
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข้อมูลทางแพทย์ ข้อมูลทางแพทย์
4S -ภาวะสตาฟิโลค็อกคอล สเกลด์ สกิน ซินโดรม (Staphylococcal Scalded Skin Syndrome) เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังปล่อยท็อกซิน ออกมาทำให้ชั้นผิวหนังกำพร้าที่ยังมีภูมิคุ้มกันไม่สมบูรณ์ ทำให้มีการหลุดลอกแบบตื้นๆ สามารถรับเชื้อมาจากผู้ใหญ่ที่สัมผัสตัว ดังนั้นเพื่อไม่ให้เด็กๆ ได้รับเชื้อโรคจนเป็นอันตรายต่อผิวหนัง เราก็ต้องใส่ใจเรื่องความสะอาด ระมัดระวังเมื่อจะต้องใกล้ชิดสัมผัสตัวเด็ก อาการของโรค 4S มีอาการไข้ ตัวแดง ร้องงอแง เจ็บบริเวณผิวหนัง มีหนอง เยื่อบุตาอักเสบ อาการแบบนี้รีบพาไปหาหมอ เด็กนอนดิ้นไปดิ้นมาอย่างทรมาน ผิวหนังบวมเป่ง ตุ่มใสสีแดงและเหลืองขึ้นไม่หยุด มีไข้ร่วมด้วย วิธีรับมือกับโรค 4S ดื่มนมแม่สร้างภูมิคุ้มกัน ตัดเล็บลูกให้สั้นอยู่เสมอ รักษาความสะอาดของเสื้อผ้า ที่นอน ข้าวเครื่องใช้ของเด็ก คนใกล้ชิดล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ที่มีคนอยู่เยอะ เลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เหมาะสม ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด การป้องกัน ล้างมือให้สะอาด ก่อนสัมผัสตัวเด็ก หลีกเลี่ยงการให้เด็กโดนคนอื่นหอมแก้ม โดยที่คนๆ นั้นยังไม่ได้ล้างหน้า หรือทำความสะอาดร่างกาย ถ้าเด็กมีไข้ ผิวหนังบวมแดง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน
14 กรกฏาคม 2562