fbpx

เขาว่าคาเฟอีนไม่ดี " ว่าที่คุณแม่ผู้ติดกาแฟ " แบบฉันจะทำอย่างไร

Writer : OttChan
: 24 กรกฏาคม 2562

เป็นธรรมดาเมื่อผู้หญิงนั้นกำลังจะกลายเป็นคุณแม่ ก็มักจะต้องพยายามทุกทางเพื่อให้ลูกน้อยของเราได้รับแต่สิ่งดีๆและพร้อมออกมาดูโลกภายนอกด้วยสุขภาพร่างกายที่ครบถ้วนสมบูรณ์และแข็งแรงแต่ทว่าในชีวิตปกตินั้นก่อนจะเป็นคุณแม่ของหลายๆคนก็มักจะผ่านการทำงานมาก่อนซึ่งก็จะมีตัวช่วยในการทำให้ร่างกายสดชื่นแตกต่างกันออกไปแต่อันดับหนึ่งที่ใครๆก็ต้องขอเรียกหาในยามเช้าก่อนจะไปลุยกับงานที่รักก็คือ กาแฟ

จึงกลายเป็นเรื่องที่ลำบากใจอย่างมากเมื่อเราต้องตัดใจทิ้งจากเครื่องดื่มที่ชอบทั้งรสชาติและกลิ่นหอมที่คุ้นชินเพราะไม่รู้ว่าฤทธิ์ของคาเฟอีนนั้นจะส่งผลอะไรกับลูกในท้องบ้างรึเปล่า, ทานได้ปริมาณเท่าไหร่หรือควรงดไปเลยดี, ได้กลิ่นแล้วจะเป็นอะไรรึเปล่า

วันนี้ทางParents One จะมานำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับการดื่มกาแฟที่ถูกวิธีให้สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์นะคะ

การดื่มกาแฟเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการแท้งนั้น ไม่ถือว่าเป็นความจริงซะทีเดียวเพราะหากดื่มในปริมาณที่เหมาะสมก็จะไม่ส่งผลร้ายใดๆกับลูกในครรภ์และไม่เป็นอันตรายต่อตัวคุณแม่ด้วย ซึ่งปริมาณในการดื่มหรือกฏในการดื่มมีอะไรบ้างมาดูกันค่ะ

การดื่มกาแฟในช่วงที่ตั้งครรภ์

  • ควรดื่มไม่เกิน 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน
  • ไม่ดื่มติดต่อกันทุกวัน
  • หากดื่มแล้วควรงดชาหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดอื่น

หากดื่มเกินกว่าที่กำหนดจะส่งผลอะไรบ้าง

  • ลดความอยากอาหารจนทำให้ทานได้น้อยและลูกในท้องอาจไม่ได้รับสารอาหารได้ครบถ้วน
  • เกิดการปัสสาวะบ่อยทำให้ร่างกายคุณแม่ขาดน้ำ
  • อาจทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอเพราะกาแฟทำให้หลับยากขึ้น
  • คาเฟอีนเกินขนาดจะทำให้ทารกเจริญเติบโตในครรภ์ช้า
  • ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กของลูกน้อยตอนอยู่ในท้อง
  • เมื่อลูกเกิดมาอาจมีจังหวะหัวใจเต้นและการหายใจที่ไม่ปกติเพราะการสะสมคาเฟอีนที่มีมากตั้งแต่อยู่ในท้อง

เครื่องดื่มที่ช่วยลดความอยากกาแฟได้

  • กาแฟ, ชาแบบไร้คาเฟอีน
  • น้ำเปล่า ทำให้รู้สึกสดชื่นและช่วยให้ผิวชุ่มชื้น
  • น้ำผลไม้คั้นสดเพราะจะได้รับสารอาหารหลากหลายชนิดรวมถึงความสดชื่น
  • นมที่มีส่วนประกอบของ OMEGA 3, 6, 9

ที่มา : baby.kapook, mommy.teeneet, coffeefavour, amarinbabyandkidssanook

 

Writer Profile : OttChan

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



จะรู้ได้ยังไง ว่าลูกเป็น “สมาธิสั้น”
เตรียมตัวเป็นแม่
นวด นวด นวด มานวดลูกน้อยกันเถิด
เด็กวัยแรกเกิด
วิธีการสอนให้ลูกรับมือกับความผิดหวัง
เตรียมตัวเป็นแม่
Update
ข่าว ข่าว
ในตอนนี้กำลังมีเชื้อไวรัสระบาด โดยระบาดมาจากทางเมืองอู่ฮั่น ประเทศเทศจีน ซึ่งในขณะนี้มียอดผู้ติดเชื้อแล้วกว่า 554 ราย และเสียชีวิต 17 ราย ส่วนที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อ 3 คน โดยหนึ่งในนั้นเป็นคนไทยรายแรกอยู่ที่จังหวัดนครปฐม  โรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ไวรัสอู่ฮั่น” ซึ่งเป็นเป็นโรคติดต่อทางเดินหายใจจากไวรัส แพร่กระจายทางระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก เป็นไวรัสกลุ่มใหญ่ที่พบได้ทั้งในคนและในสัตว์ และติดต่อจากคนสู่คนได้ แต่ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด  โดยในประเทศไทยได้มีมาตรการป้องกัน ด้วยการคัดกรองผู้โดยสารที่บินตรงมาจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน มีการเปิดศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (EOC) เพื่อเฝ้าระวังผู้ป่วยที่เดินทางมาจากเมืองอู่ฮั่นอย่างเข้มข้น นักท่องเที่ยวทุกคนจะได้รับบัตรเฝ้าระวังสุขภาพ (Health Beware Card) ให้สังเกตอาการและยื่นให้กับโรงพยาบาลทราบเวลาไปตรวจรักษา ผู้ป่วยที่มีอาการเข้าข่ายได้รับโรคจะถูกแยกกักจนกว่าจะตรวจยืนยันเชื้อก่อโรคได้ ส่วนถ้ายืนยันว่าติดเชื้อสายพันธุ์ใหม่จริงก็จะมีการติดตามญาติที่เดินทางมาด้วยกันมาตรวจหาเชื้อด้วย ส่วนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยังไม่ได้ประกาศให้โรคปอดอักเสบแพร่ระบาดจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่นี้เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระหว่างประเทศ เนื่องจากยังต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับกรณีการอุบัติและระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่นี้ เพราะข้อมูลที่ทุกฝ่ายมีอยู่ยังไม่สามารถสรุปได้ว่า ตัวไวรัสมีการแพร่เชื้อได้อย่างไร และลักษณะอาการทางคลินิก ความรุนแรงของโรค ขอบเขตการกระจายของไวรัสเป็นอย่างไร รวมถึงแหล่งกำเนิดของไวรัสคืออะไร สำหรับเกณฑ์การเฝ้าระวัง คือ มีอาการไข้ตั้งแต่ 38 องศาเซลเซียส  ร่วมกับมีอาการของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหรือหายใจลำบากอย่างใดอย่างหนึ่ง และที่สำคัญคือเพิ่งเดินทางมาจากเขตพื้นที่โรคระบาด คือ เมืองฮู่ฮั่นภายใน 14 วัน ให้สวมหน้ากากอนามัย และรีบไปพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทันที พร้อมทั้งแจ้งประวัติการเดินทาง เนื่องจากมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนปอดบวม และมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้ และเพื่อเป็นการป้องกัน ในระหว่างนี้หากมีการเดินทางไปต่างประเทศ ก็ควรสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ ล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ พยายามอย่านำมือมาสัมผัสตา จมูก และปากโดยไม่จำเป็น รวมไปถึงไม่ใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น อ้างอิงจาก https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863229 https://www.springnews.co.th/global/605467 https://www.bangkokbiznews.com/news/detail/863088 https://workpointnews.com/2020/01/22/viral-pneumonia/…
23 มกราคม 2563