fbpx

6 อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กอายุ ต่ำกว่า 2 ขวบ

Writer : nunzmoko
: 21 พฤศจิกายน 2561

การกินอาหารมีหลักอยู่ว่าควรกินอาหารครบ 5 หมู่ และหมุนเวียนตามรายการแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้เกิดการสะสมของสารอาหารและสารพิษที่อาจปนเปื้อนมากับอาหาร แต่สำหรับเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบต้องดูแลเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเด็กในช่วงวัยนี้ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ ไปดูกันว่ามีอาหารชนิดไหนบ้างที่ควรให้ลูกน้อยหลีกเลี่ยงค่ะ

1. น้ำผึ้ง

น้ำผึ้งก็เป็นสารให้ความหวาน เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่ควรกินน้ำผึ้ง เพราะในน้ำผึ้งอาจมีเชื้อแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม เชื้อแบคทีเรียที่สามารถผลิตสารพิษในลำไส้ของทารก ส่งผลทำให้เด็กมีอาการท้องผูก เบื่ออาหาร มีอาการซึม ในรายที่รุนแรงอาจจะทำให้เกิดอาการปอดบวม หรือ การขาดน้ำได้ค่ะ

2. น้ำตาลหรืออาหารที่มีรสหวาน

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่จำเป็นต้องกินอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ กินของหวานมากเกินไป คำแนะนำจากสมาคมโรคหัวใจอเมริกัน (AHS) ไม่แนะนำให้เด็กดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวาน หรือ อาหารที่มีรสหวาน เมื่อเด็กได้กินของที่มีรสหวานเด็กจะติดรสชาตินั้นไปเรื่อ ๆ และทำให้เป็นคนชอบกินหวานในที่สุด อีกทั้งยังเสี่ยงเป็นโรคที่ตามมากับความหวานอีกด้วย

3. เกลือหรืออาหารที่มีรสเค็ม

สำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี ไม่แนะนำให้ใช้เกลือในการปรุงอาหาร เพราะเด็กในวัยนี้ไตกำลังพัฒนา และไตนั้นยังไม่พร้อมสำหรับกรองอาหารที่มีรถเค็มมากเกินไป ในการปรุงอาหาร โดยปกติจะมีส่วนผสมอื่นๆ เช่น ผัก เนื้อสัตว์ หรือสมุนไพรต่างๆ ที่ทำให้รสชาติดีอยู่แล้วโดยไม่ต้องใช้เกลือเป็นเครื่องปรุงเลยค่ะ

4. อาหารปรุงไม่สุกดี

พ่อแม่หลายท่านชอบทานไข่ที่ไม่สุก หรือ พวกไข่ยางมะตูม แต่สำหรับเด็ก ที่อายุไม่ถึง 2 ขวบ ไข่ที่ปรุงไม่สุกเหล่านั้นเป็นอันตรายมาก ไข่ที่ไม่สุก ไข่ยางมะตูม รวมทั้งเนื้อสัตว์และผักต่างๆ ที่ปรุงไม่สุก ห้ามเด็กอายุไม่ถึง 2 ขวบกินเด็ดขาดเพราะเป็นอันตรายมาก สำหรับเด็กวัยนี้ต้องปรุงให้สุก และให้นิ่ม อาหารที่ปรุงกึ่งดิบกึ่งสุกอาจมีเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งทำให้เด็กเจ็บป่วย และเป็นอันตรายต่อร่างกายของเด็กได้

5. ผลไม้ลูกกลมเล็กและเจลลี่

อาหารที่มีลักษณะเหนียว แข็ง ลื่น และมีรูปร่างกลม เป็นอาหารที่อันตรายมากๆ สำหรับลูก ฉะนั้นควรระวังให้ดีค่ะ เพราะผลไม้ อาหารหรือขนมลูกกลมๆ เล็กๆ เช่น องุ่น ลำใย เงาะ เจลลี่ เป็นต้น เป็นอาหารที่ลื่นมาก เสี่ยงหลุดเข้าคอไปอุดหลอดลมและเสียชีวิตได้ หากจะให้ลูกกินควรหั่นเป็นชั้นเล็กๆ และดูลูกกินเพื่อความปลอดภัยค่ะ

6. ขนมขบเคี้ยว

ขนมกรอบๆ ส่วนใหญ่มักจะใส่ผงชูรส แถมมีลักษณะเหนียว แข็ง ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแถมยังเป็นอาหารที่อันตรายมากๆ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีเสี่ยงขนมติดคอด้วย อย่าให้ลูกกินเลยจะดีกว่าค่ะ

เพื่อให้ลูกน้อยได้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ อาหารทั้ง 6 อย่างนี้เป็นอาหารที่ควรหลีกเลี่ยงสำหรับเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เพราะร่างกายของเด็กในช่วงวัยนี้ยังไม่สมบูรณ์เต็มที่จึงควรได้รับความเอาใจใส่ดูแลเรื่องอาหารเป็นพิเศษค่ะ

ที่มา – www.rakluke.com

Writer Profile : nunzmoko

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ไรฝุ่น เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจมากที่สุด โดยพบผู้ป่วยเด็กร้อยละ 70 ผู้ใหญ่ร้อยละ 70-90 ที่แพ้ไรฝุ่น ในตอนนี้ประเทศไทยก็ได้มีการผลิตวัคซีนไรฝุ่นและน้ำยาทดสอบโรคภูมิแพ้ เพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นแล้ว โดยรศ.ดร.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร อาจารย์ภาควิชาวิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานคณะกรรมการอำนวยการความร่วมมือการผลิตวัคซีนสำหรับโรคภูมิแพ้ ได้กล่าวว่า จากการลงนามในสัญญาความร่วมมือกับบริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เมื่อปี 2550 ในตอนนี้ได้ทำการวิจัยแะทดลองจนได้วัคซีนไรฝุ่น ซึ่งเป็นวัคซีนรุ่นแรกที่ผลิตขึ้น และนำมาใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วยนั้นสำเร็จแล้ว ซึ่งทางศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาด้านโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลได้เริ่มเพาะเลี้ยงไรฝุ่นบริสุทธิ์ทั้ง 2 สายพันธุ์ คือ Dermatophagoides pteronyssinus (Dp) และ Dermatophagoides farinae (Df) ซึ่งเป็นไรฝุ่นที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนไทย แทนการซื้อตัวไรฝุ่นจากต่างประเทศเพื่อการวิจัย ซึ่งมีราคาแพงมากกว่าที่ผลิตเองถึง 10 เท่า เพื่อนำมาวิจัยจนได้วัคซีนไรฝุ่นออกมา จากการสำรวจทั้งในและต่างประเทศพบว่า ศิริราชเป็นรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตวัคซีนไรฝุ่น เพื่อจำหน่ายอย่างครบวงจร โดยวัคซีนที่ผลิตได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาและผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข  อ้างอิงจาก https://www.newtv.co.th/news/45644
6 ธันวาคม 2562