fbpx

เจ้าหนูแพ้ไข่ทำยังไงดี?

Writer : Jicko
: 15 กุมภาพันธ์ 2564

อาการแพ้อาหารในเด็กสามารถเกิดขึ้นได้หลากหลายอาการ บางคนแพ้นม บางคนแพ้ถั่ว แต่ก็มีอีกอาการที่พ่อแม่บางคนอาจจะยังไม่เคยรู้นั้นก็คือ “อาการแพ้ไข่” ซึ่งสร้างความกังวลใจไม่น้อยให้คุณพ่อคุณแม่เกี่ยวกับเรื่องอาหารการกินของลูกไปเลย เพราะเด็กๆ ต้องการอาหารที่ครบ 5 หมู่ในการสร้างร่างกายให้เจริญเติบโตสมวัย

วันนี้ Parents One จึงมาบอกวิธีดูแลเด็กๆ ที่มีอาการแพ้ไข่มาฝากกันค่ะ มาดูพร้อมกันเลยดีกว่าว่าเราต้องดูแลเด็กๆ ยังไง อาหารแบบไหนที่สามารถทดแทนได้บ้างไปดูกันเลยค่ะ

อาการแพ้ไข่คืออะไร

แพ้ไข่ (Eg Allergy) คืออาการแพ้อาหารชนิดหนึ่งที่คล้ายๆ กับการแพ้อาหารชนิดอื่นๆ การแพ้ไข่ในเด็กเป็นอาการที่จะเกิดขึ้นหลังจากเด็กๆ ได้รับประทานไข่หรืออาหารที่มีส่วนผสมของไข่ โดยเด็กๆ ที่แพ้อาจจะแสดงอาการหลังรับประทานไข่เพียงไม่กี่นาทีจนถึงเป็นชั่วโมงได้ ซึ่งแต่ละคนก็มีความรุนแรงที่แตกต่างกันค่ะ ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ไข่ในเด็กหลักๆ ก็คือ

  • เด็กมีการแพ้อาหารอื่นๆ ทำให้เกิดอาการแพ้ไข่ได้เช่นกัน
  • พันธุกรรม หากคนในครอบครัวมีอาการแพ้ไข่ ทำให้เด็กมีอาการแพ้ได้ถึง 40%

อาการแพ้ไข่ในเด็ก

เด็กๆ ที่มีอาการแพ้ไข่มักแสดงอาการตั้งแต่อายุน้อยๆ โดยอาจจะมีอาการแพ้รุนแรงที่สุดในช่วงประมาณ 6-15 เดือน ซึ่งเด็กๆ อาจะจะเกิดปฏิกิริยาของผิวหนังหลังการสัมผัส มีอาการหน้าแดง หรือเกิดลมพิษบริเวณรอบปากได้ค่ะ

  • ผิวหนังบวม ลมพิษ ผื่นแดง ผิวหนังอักเสบ
  • ไอ แน่นหน้าอก หายใจลำบาก
  • น้ำมูกไหล ไอ จาม คัดจมูก
  • ปวดท้อง ท้องเสีย
  • น้ำตาไหล คันตา ตาบวม
  • จะเป็นลม วิงเวียนศีรษะ
  • หัวใจเต้นเร็ว อาจเป็นอันตราย
  • ถึงชีวิตได้
  • คลื่นไส้ อาเจียน

การวินิจฉัยอาการ

คุณหมอจะประเมินโดยดูจากประวัติทางการแพทย์และหาสาเหตุด้วยวิธีต่างๆ คือ

  • งดกินไข่และติดตามอาการ โดยให้พ่อแม่จดบันทึกการรับประทานอาหารของลูกในแต่ละวัน
  • ทดสอบโดยให้รับประทานไข่ในปริมาณน้อย เพื่อดูปฏิกิริยา หากไม่มีอาการใดๆ คุณหมออาจให้รับประทานไข่ได้มากขึ้น แต่วิธีนี้ต้องได้รับการดูแลจากคุณหมออย่างใกล้ชิดด้วยนะคะ
  • ทดสอบทางผิวหนัง (Skin Prick Test: SPT) โดยคุณหมอจะนำโปรตีนจากไข่มาวางไว้ที่ผิวหนังของเด็กที่ป่วย และใช้ปลายเข็มสะกิดผิวหนัง หากเด็กคนนั้นแพ้จะมีตุ่มนูนขึ้นมาในเวลา 15 นาที นั่นเองค่ะ
  • ตรวจเลือด โดยการตรวจดูแอนติบอดีในกระแสเลือด (Serum Specific IgE)

หากแพ้ไข่ต้องทานอะไรแทน?

  • เนื้อจากสัตว์ปีก
  • เนื้อปลา
  • เห็ด
  • ถั่วต่างๆ
  • ผักผลไม้
  • ตับ

วิธีป้องกันเบื้องต้นหากรู้ว่าลูกแพ้ไข่

  • อ่านฉลากอาหารให้ละเอียดทุกครั้งว่ามีส่วนประกอบของไข่หรือไม่
  • แจ้งร้านอาหารทุกครั้งว่าเป็นโรคแพ้ไข่ เพราะห้ามปนเปื้อนหรือมีส่วนผสมเด็ดขาด
  • รับประทานอาหารอื่นๆ ทดแทนไข่ เช่น เนื้อสัตว์ ถั่ว และธัญพืชอื่นๆ
  • แจ้งคนรอบตัวให้ทราบถึงการแพ้ของลูก เช่น โรงเรียน คุณครู พี่เลี้ยง
  • หากแม่ยังให้นมลูกอยู่ ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานไข่ เพราะสามารถส่งต่อโปรตีนจากไข่ผ่านน้ำนมแม่ได้
  • หากมีอาการไม่รุนแรงสามารถรับประทานยาแก้แพ้เพื่อบรรเทาอาการได้
  • หากมีอาการรุนแรงต้องรีบรับยาฉีดอิพิเนฟริน และรีบไปพบคุณหมอให้เร็วที่สุด

 

อ้างอิงจาก : pobpad, thaichildcarestory.motherhood.co.th, hd.co.th

Writer Profile : Jicko

  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama