fbpx

"ภูมิแพ้ทางใจ" โรคที่พ่อแม่บ่มเพาะความอ่อนแอให้ลูกมากเกินไป

Writer : Mneeose
: 5 มีนาคม 2564

“โรคภูมิแพ้” คือ โรคที่เด็กส่วนใหญ่มักเป็นกันมาก และที่สำคัญ คือ ยังเป็นโรคที่ไปหาคุณหมอสักเท่าไหร่ ก็รักษาไม่หายสักที เพราะในบางครั้งอาจไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคเสมอไป ส่วนหนึ่งอาจมาจากสภาพแวดล้อมที่ไม่ตรงกับตัวเด็ก แต่สิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด คงจะหนีไม่พ้น “การเลี้ยงดูของครอบครัว” เพราะเป็นส่วนที่สร้างภูมิคุ้มทางร่ายกาย และจิตใจของเด็กๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้

คุณพ่อคุณแม่ลองสังเกตดูว่า ถ้าเราพาลูกไปหาหมอก็แล้ว รักษาทุกโรงพยาบาลก็แล้วไม่หายสักที ลองมาอ่านบทความนี้ดูนะคะ

ปัญหาที่ยากจะแก้ไข หากไม่ลองเปิดใจ

ลูกเป็นโรคภูมิแพ้ รักษาเท่าไหร่ก็ไม่หายสักที กินยาก็แล้ว ทายาก็แล้ว หรือว่านี่อาจจะไม่ใช่ปัญหาทางร่างกายกันนะ

เอ๊ะ!! แต่ว่าครอบครัวเราก็ดูแลลูกดีมากแล้วนี่หน่า เพราะกันเขาออกจากสิ่งสกปรกทั้งหมดเลย  ให้เขาอยู่แต่ในบ้าน ของทุกอย่างก็พ่นแอลกอฮอร์ทุกจุด รับรองว่าเชื้อโรคไม่กล้าย่างกายเข้ามาแน่นอน แล้วทำไมลูกถึงยังเป็นโรคภูมิแพ้อยู่นะ สงสัยจัง?

ถ้าเกิดเหตุการณ์นี้กับครอบครัวของคุณแล้วล่ะก็ เราไปหาสาเหตุของการเกิดโรค “ภูมิแพ้” ไปพร้อมกันเลยดีกว่า

 

สาเหตุของ “โรคภูมิแพ้ทางใจ”

  • พ่อแม่มีความวิตกกังวลมากเกินไป

ไม่มีพ่อแม่คนไหนอยากให้ลูกเจ็บป่วย จึงไม่แปลกที่บางครั้งพ่อแม่จะมีความวิตกกังวลเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันของลูกมากเกินไป จนเด็กๆ ไม่ได้สัมผัสกับความสนุกในวัยเด็ก เพราะถูกผู้ใหญ่ห้ามทำนู่นห้ามทำนี่อยู่เรื่อยไป

นั่นเป็นเพราะ ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักคิดว่า “จะต้องดูแลลูกให้ดีที่สุด” ซึ่งคำคำนี้เปรียบเสมือนเหรียญ 2 ด้าน ที่มีทั้งด้านดีและไม่ดี เพราะมันทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่กล้าให้ลูกได้ทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำ และเกิดความกลัวในสิ่งต่างๆ ที่ยังมาไม่ถึง ซึ่งมักจะมีคำพูดฮิตติดปากเสมอว่า “ไม่” , “ห้าม”, “อย่า” ถูกฝังอยู่ในทุกประโยคนั่นเอง

ซึ่งหนึ่งในปัจจัยที่อาจทำให้คุณแม่เครียด แล้วถูกส่งต่อมาที่ลูก นั่นก็คือ คุณพ่อ เพราะฉะนั้นหน้าที่ในการดูแลคุณแม่ให้มีความสุข ไม่เกิดความเครียดจึงมีความสำคัญมากนั่นเอง

  • ลูกไม่มีภูมิต้านทานในร่างกาย

เพราะคุณพ่อคุณแม่มีความที่ผิดๆ ว่า “ถ้ายิ่งป่วย ลูกยิ่งต้องสะอาด” ซึ่งถือเป็นการบ่มเพาะความคิดให้ลูกกลัวไปด้วย จนไม่กล้าหยิบดิน เล่นเม็ดทราย ไม่เคยเดินเล่นในสนามหญ้า และกลัวการสัมผัสสิ่งสกปรกต่างๆ มากเกินไป จนทำให้ลูกนั้นไม่มีภูมิต้านทานในร่างกาย อ่อนแอง่าย แถมยังชอบไม่สบายบ่อยๆ อีกด้วย

ซึ่งทั้งหมดมักจะตรงข้ามกับเด็กที่ถูกเลี้ยงแบบปล่อย ดูแล แต่ไม่มากเกินไป ไม่เข้มงวดในการรักษาความสะอาดมากนัก และชอบอยู่กับธรรมชาติ ทำให้เด็กประเภทนี้มีภูมิคุ้มกันในร่างกายที่แข็งแรงมากกว่านั่นเอง

  • ลูกมีภูมิต้านทานด้านจิตใจต่ำ จึงไม่มีความมั่นใจในการทำสิ่งต่างๆ

การที่พ่อแม่ป้อนข้อมูลทุกๆ อย่างให้ลูก ไม่ลองให้เขาได้พยายามทำด้วยตัวเองก่อน เป็นสิ่งที่ไม่ส่งผลดีต่อลูกแน่นอน เพราะจะยิ่งทำให้เด็กกลายเป็นคนที่มีภูมิต้านทานทางจิตใจที่ต่ำ รู้สึกอ่อนแอ และไม่กล้าทำอะไรด้วยตัวเอง เพราะกลัวความผิดพลาด และทำให้ผู้อื่นผิดหวัง

ทั้งหมดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เปรียบเสมือนลูกไม่เคยทำอะไรด้วยตัวเอง เขาจะฟังและทำตามแต่เสียงของพ่อแม่โดยตลอด และแน่นอนว่า เขาไม่เคยฟังเสียงความรู้สึกของตัวเองเลยเช่นกัน

เพราะการที่เราเลี้ยงลูกแบบนี้ แปลว่าเราไม่เคยให้ลูกฟังความรู้สึกตัวเองเลยสักครั้งเดียว และถ้าสังเกตดีๆ ทุกสิ่งที่ลูกเป็นนั้นเกิดขึ้นมาจาก “โรคพ่อแม่ทำ” ด้วยกันทั้งสิ้น

 

วิธีแก้ไข “โรคภูมิแพ้ทางใจ”

  • อย่าโทษว่าเป็นความผิดของพ่อแม่

ห้ามโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่หวังดีกับลูกมากเกินไป จนสิ่งเหล่านั้นย้อนกลับมาทำร้ายตัวของลูก แต่จงรีบปรับความคิด และปรับตัวให้เข้าใจในธรรมชาติของลูกให้เร็วที่สุด เพื่อรักษาโรคนี้ให้หายขาดถาวร

  • พาลูกไปอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ Toxic

ถ้าคุณพ่อคุณแม่เกิดผิดใจกัน ห้ามแพร่ความเครียดเหล่านั้นไปสู่ลูกเด็ดขาด เพราะเด็กควรอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่เกิดความตึงเครียดนั่นเอง ไม่อย่างนั้นอาจจะกระทบต่อพัฒนาการของเด็กได้

  • ปล่อยให้ลูกเล่น และทำในสิ่งที่ลูกอยากลองทำ

เราไม่จำเป็นที่จะต้องซื้อของเล่นมาเยอะเเยะเต็มบ้าน เพีนงเพราะอยากให้ลูกได้เล่นของเล่นที่เสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ เพราะของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูก นั่นก็คือ คุณพ่อคุณแม่นั่นเองค่ะ

ดังนั้น เมื่อลูกอยากลองเล่น หรือทำในสิ่งที่พวกเขาไม่เคยทำ เราต้องอย่าไปห้าม แต่ควรสนับสนุนในด้านที่ลูกชอบมากกว่า

  • ไม่เข้าไปจัดการชีวิตด้านต่างๆ ของลูก และเชื่อมั่นในตัวลูก

ลองปล่อย และเชื่อมั่นให้ลูกได้ทำในสิ่งต่างๆ ที่เป็นชีวิตของเขา เรียกว่าอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ และคอยบอกลูกเสมอว่า ถ้าต้องการความช่วยเหลือ หรือเกิดความรู้สึกไม่ไหวเมื่อไร พ่อแม่ก็พร้อมที่จะยื่นมือมาช่วย และอยู่ข้างๆ ลูกเสมอ ไม่ต้องกลัวนะจ๊ะ

  • ฝึกสมาธิให้พ่อแม่ใจเย็นๆ และรู้จักการปล่อยวาง

สิ่งหนึ่งที่พูดง่าย แต่พอถึงเวลาทำนั้นยากมาก นั่นก็คือ การรู้จักปล่อยวาง พ่อแม่จึงควรฝึกสมาธิให้ตัวเองใจเย็นขึ้น และไม่กดดัน หรือว่าฝากความหวังให้ลูกแบกรับมากเกินไป

เพราะสุดท้ายแล้ว ชีวิตนั้นคือของลูกแต่เพียงผู้เดียว

  • ยิ่งให้ลูกอยู่กับธรรมชาติเท่าไหร่ ลูกยิ่งปลอดภัย

เชื่อไหมว่าการให้ลูกได้เหยียบพื้นหญ้า สัมผัสเม็ดทราย วิ่งบนดิน ว่ายในน้ำ เขาจะรู้สึกดีมากแค่ไหน ลองให้ลูกอยู่กับธรรมชาติบ่อยๆ ไม่ใช่แต่เพียงเพราะว่าธรรมชาติจะเยียวยาโรคที่อยู่ในตัวของลูกได้ดีกว่าคุณหมอเท่านั้น แต่ตัวลูกเองนั่นเเหละที่จะดูแล และรักธรรมชาติของเขามากด้วยเช่นกัน

จะเห็นว่าทุกสิ่งที่พ่อแม่ทำให้ลูกมากเกินไป อาจจะไม่ได้ส่งผลดีต่อลูกเสมอไป ถ้าอยากให้ลูกมีความสุข ก็ลองปล่อยให้เขาไปเปื้อน ได้วิ่งเล่น สัมผัสสิ่งต่างๆ จากธรรมชาติดูสิคะ ไม่แน่นะว่า “โรคภูมิแพ้ทางใจ” อยู่ๆ อาจจะหายไปแบบไม่กลับมาอีกเลยก็ได้

อย่าให้ “โรคพ่อแม่ทำ” กลายเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกมีความทุกข์ จงปล่อยให้ลูกได้เรียนรู้ในแบบของเขานั้นดีที่สุดสำหรับเด็กแล้วค่ะ

Writer Profile : Mneeose

💙💙💙

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



ลูกชอบพูดแทรก จะแก้อย่างไร
ชีวิตครอบครัว
Update
ข่าว ข่าว
จากกรณีที่เป็นดราม่าร้อนระอุบนโลกโซเชียลเมื่อวานนี้ กับการลงคลิปจับก้น-จับพุงลูกสาวของคุณหนึ่ง จักรวาล ที่หลายๆ คนมองว่าไม่เหมาะสม  โดยล่าสุดคุณหนึ่งก็ได้ขอโทษผ่านอินสตาแกรมส่วนตัวระบุข้อความว่า “จากเรื่องราวของโซเชียลที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรื่องที่ผมจับก้นลูก หรืออะไรก็ตาม ก่อนอื่นผมต้องขออภัยและขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วง เป็นเรื่องปกติที่จะมีคนมองต่างมุม ซึ่งผมก็ยอมรับและเข้าใจในความคิดเห็นที่มองว่าไม่สมควร ต่อจากนี้ผมจะระมัดระวังการแสดงออกความรักกับลูกให้เหมาะสมมากกว่านี้ครับ และผมขอสนับสนุนการแสดงออกถึงความรักในครอบครัวให้อยู่ในขอบเขต และการเคารพสิทธิ์ซึ่งกันและกัน” ปกติแล้วการแสดงออกทางความรักของคนในครอบครัว อย่างกอดกันหอมกันคงเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ใช่ว่าทุกที่ในร่างกายของลูกจะเป็นส่วนที่สัมผัสได้ แม้ว่าจะเป็นพ่อแม่ก็ตาม ซึ่งที่ต่างประเทศก็ได้มีการสอนเรื่องนี้ให้แก่เด็กๆ อย่างชัดเจน โดยทางเพจ Drama-addict ก็ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการสัมผัสเด็กอย่างเหมาะสมดังนี้ สัมผัสที่ปลอดภัย : เป็นการสัมผัสจากคนที่เด็กรู้สึกรัก เมื่อสัมผัสแล้วลูกสบายใจและรู้สึกดี เช่น พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ที่รักกอดหรือจุ๊บแก้มเบาๆ  สัมผัสที่ไม่ปลอดภัย : เป็นการสัมผัสที่ทำให้เด็กรู้สึกไม่ดี และต้องสอนให้ลูกปฏิเสธสัมผัสเหล่านี้และขอความช่วยเหลือจากพ่อแม่ได้ เช่น การทำให้เด็กเจ็บตัว ตบ ตี หยิก หรือสัมผัสอวัยวะในตำแหน่งที่ไม่ควรแตะต้อง อย่าง หน้าอก ก้น ต้นขา อวัยวะเพศ สัมผัสที่ไม่ต้องการ : เป็นการสัมผัสที่เด็กรู้สึกไม่ชอบหรือไม่ต้องการ แม้จะเป็นเจตนาดีก็ตาม เช่น เด็กถูกเพื่อนบ้านหยิกแก้ม หรือจุ๊บฟอดใหญ่ อ้างอิงจาก https://www.komchadluek.net/hot-social/489943 https://www.facebook.com/thestandardth/posts/2884048058554734  
27 ตุลาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama