fbpx

ฝึกยังไงดี? ถ้าอยากให้ลูกกินข้าวเอง

: 15 พฤษภาคม 2563

เมื่อถึงวัยที่เจ้าตัวน้อยเริ่มลุกขึ้นนั่ง จับข้าวของด้วยสองมือน้อยได้แล้ว ก็เป็นอันถึงเวลาที่คุณพ่อคุณแม่จะฝึกเจ้าหนูให้เริ่มกินข้าวเองได้แล้วค่ะ ประโยชน์ของการฝึกให้ลูกน้อยกินข้าวเองนั้นไม่ได้ช่วยแค่เรื่องความรับผิดชอบเท่านั้น แต่ยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเขา ทั้งยังส่งเสริมพัฒนาการประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้อีกด้วยค่ะ

แต่เราจะเริ่มฝึกจากตรงไหนดี วันนี้ ParentsOne มีคำแนะนำในการฝึกเจ้าตัวน้อยให้หัดกินข้าวเองได้ง่ายๆ ดังนี้เลยค่ะ

Finger Foods

จุดเริ่มต้นของการฝึกให้เจ้าตัวน้อยหัดกินเอง Finger Foods เป็นอาหารชนิดไหนก็ได้ที่เราหั่นเป็นแท่งเล็ก ๆ ให้เขาหยิบจับเข้าปากได้ง่ายดาย Finger Foods ยอดนิยมนั้นไม่พ้นผักผลไม้ต่าง ๆ ที่นำไปนึ่งให้นิ่ม เคี้ยวง่าย ไข่ต้ม พาสต้า หรือเนื้อไก่และปลาหั่นเป็นเส้น

เจ้าตัวน้อยสามารถเริ่มกิน Finger Foods ได้ตั้งแต่อายุ 6-8 เดือน โดยแนะนำให้เริ่มด้วยรูปทรงแท่งให้เขาหยิบด้วยฝ่ามือให้ได้ก่อน และเมื่อถึงวัย 8-9 เดือนที่กล้ามเนื้อมัดเล็กเขาเริ่มพัฒนาแล้ว จึงค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารหั่นเต๋าหรือหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เขาได้ฝึกกล้ามเนื้อนิ้วค่ะ

มีทางเลือกเผื่อให้มาก

เพราะทุกคนไม่เหมือนกัน ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องทำใจเผื่อไว้ว่าเจ้าตัวเล็กอาจจะยังเคยชินกับการถูกป้อนอยู่ และส่วนมากช่วงที่เขาเริ่มกินข้าวเองนั้นอาจจะไม่ได้กินเสียส่วนใหญ่ แต่เป็นการเลีย อม และเล่นสนุกเสียมากกว่า ซึ่งอาจทำให้เสี่ยงต่อการไม่ได้รับสารอาหารที่เพียงพอได้ ควรเตรียมอาหารบดไว้ให้ลูกน้อยก่อนหรือหลังให้เขาลองกิน Finger Foods นะคะ โดยบดหยาบเพื่อให้เขาได้ฝึกเคี้ยวด้วยค่ะ

กินข้าวพร้อมหน้ากัน

การฝึกให้เจ้าตัวน้อยกินข้าวเองไม่ได้แปลว่าจะปล่อยให้เขานั่งกินคนเดียว แต่คุณพ่อคุณแม่ควรรับประทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตา พูดคุยกับเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารในจานว่าชิ้นนี้สีอะไร รูปทรงอะไรนะ หรือแม้กระทั่งว่าเวลากินข้าวของคุณพ่อคุณแม่จะไม่ตรงกับลูกน้อย แต่พาเขามานั่งดูด้วย ก็สามารถช่วยทำให้เขาจดจำและลอกเลียนแบบวิธีกินข้าวของคุณพ่อคุณแม่ เป็นการส่งเสริมให้เขาฝึกกินข้าวเองไปในตัวด้วยล่ะ

 

อย่าใช้อารมณ์มากจนเกินไป

อย่าชมจนเกินเหตุ กดดัน หรือดุด่าเจ้าตัวน้อยระหว่างการฝึกให้เขาหัดกินข้าวด้วยตัวเอง ที่ไม่ให้ยกยอจนเกินไปเพราะการรับประทานอาหารควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และการกดดันหรือดุด่าจะทำให้เขาเครียดในการฝึกกินอาหารอีกด้วยค่ะ

แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถชมและให้กำลังใจเขาในการกินอาหารแปลกใหม่ (โดยเฉพาะผักสีเขียวต่าง ๆ นา ๆ ได้) เพื่อส่งเสริมให้เขากล้าที่จะกินอาหารที่หลากหลายได้นะคะ

Writer Profile : phanthirapuyou

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

 

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
นอกจากไข้เลือดออกแล้ว ยุงลายก็เป็นพาหะที่ก่อให้เกิดโรคไข้ปวดข้อยุงลายหรือโรคชิคุนกุนยาเช่นกัน ซึ่งมีอาการคล้ายไข้เลือดออก เพียงแต่ไม่มีการรั่วของพลาสมาออกมานอกเส้นเลือด โดยอาการของโรคไข้ปวดข้อยุงลาย คือ มีไข้สูงอย่างฉับพลัน ประมาณ 40 องศาเซลเซียส อาการจะมีลักษณะคล้ายโรคไข้เลือดออก และหัดเยอรมัน แต่ไม่มีอาการรุนแรงถึงขั้นช็อกจนเสียชีวิต เป็นได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ผู้ใหญ่จะมีอาการปวดรุนแรงกว่า อาการปวดอาจหายได้ ภายใน 1-12 สัปดาห์ ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนสำหรับรักษาจำเพาะ แต่จะใช้การรักษาตามอาการ เช่น อาการปวดข้อ อาการไข้ คือ  1.กินยาแก้ปวด เพื่อลดไข้ (ไม่ควรใช้ยาแอสไพริน หรือไอบรูโปรเฟน เนื่องจากจะทำให้เกล็ดเลือด ผิดปกติและระคายกระเพาะอาหาร) 2.ดื่มน้ำและนอนหลับ พักผ่อนให้เพียงพอ 3.เช็ดตัวด้วยน้ำสะอาด เพื่อช่วยลดไข้ อ้างอิงจาก https://www.komchadluek.net/news/regional/432454
1 มิถุนายน 2563

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort