fbpx

6 วิธีฝึกให้ลูกดื่มน้ำเยอะอย่างมีสีสัน!

: 8 มกราคม 2564

เพราะร่างกายของเรานั้นสูญเสียน้ำอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะจากเหงื่อ จากการย่อยอาหาร หรือแม้กระทั่งการหายใจ! โดยเฉพาะอากาศบ้านเราที่ทำให้ร่างกายต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ

โดยปกติแล้ว เด็กตั้งแต่ 4 – 8 ขวบปีนั้นควรดื่มน้ำวันละ 6 – 8 แก้วเพื่อรักษาปริมาณน้ำในร่างกายให้เหมาะสม ทั้งนี้แล้วเขาสามารถได้รับน้ำจากอาหารอื่นๆ อย่างผลไม้อีกด้วย แต่การที่จะให้เจ้าตัวน้อยดื่มน้ำนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่าย เด็กบางคนมองว่าการดื่มน้ำเป็นเรื่องน่าเบื่อ บางคนมองเป็นหน้าที่ หรือเล่นสนุกจนลืมไปว่าต้องดื่มน้ำ

วันนี้เราจะมาแนะนำวิธีทำให้ดื่มน้ำเป็นเรื่องสนุก ไม่จำเจสำหรับเจ้าตัวน้อยกันค่ะ รับประกันว่าไม่น่าเบื่อแน่นอน จะเป็นยังไงกันบ้าง เราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ!

 

ทำให้น้ำเย็นเข้าไว้!

บางทีการดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องอาจมีรสชาติประหลาดที่ทำให้เด็กไม่ชอบการดื่มน้ำ พยายามฝึกให้เขาดื่มน้ำเป็นนิสัยโดยเริ่มจากการให้ดื่มน้ำเย็นก็ได้ค่ะ เพราะดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่นกว่า ทำให้เขามีภาพจำดีๆ กับการดื่มน้ำค่ะ

 

แก้วสวย หลอดสนุก

แน่นอนว่าสิ่งที่จะขาดไม่ได้ในการดื่มน้ำก็คือแก้วนั่นเอง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถให้เขาไปเลือกแก้วน้ำของเขาเอง หรือเลือกแก้วน้ำที่มีสีสันสดใส ลวดลายสะดุดตาเป็นแก้วดื่มน้ำประจำของเขา พอเจ้าตัวน้อยรู้ว่าแก้วใบนี้เป็นแก้วพิเศษสำหรับเขา ก็จะทำให้เขามีแรงจูงใจที่จะดื่มน้ำมากขึ้นค่ะ

 

น้ำแข็งแฟนซี

น้ำแข็งรูปทรงสนุกๆ ก็ช่วยปลุกความอยากในการดื่มน้ำให้กับเจ้าตัวน้อยได้เหมือนกัน ไม่ว่าจะเป็นทรงสัตว์น้อยน่ารัก หรือรูปทรงหลากหลาย หรือจะเพิ่มความแฟนซีเข้าไปอีกโดยการใช้ผลไม้แช่แข็งแทนน้ำแข็งก็ยังได้ นอกจากจะทำให้น้ำมีกลิ่นหอมน่าดื่มแล้ว คุณหนูยังสนุกอีกด้วย

น้ำหมักผลไม้ หวานน้อย สดชื่น!

เพราะน้ำอัดลมหรือแม้กระทั่งน้ำผลไม้นั้นมีปริมาณมาก ไม่สมควรให้ดื่มแทนน้ำ แต่ถ้าน้ำเปล่ามันอาจจะน่าเบื่อเกินไป น้ำหมักผลไม้ก็เป็นอีกทางเลือกที่ทำให้การดื่มน้ำของเจ้าตัวน้อยนั้นไม่จำเจ และยังมีน้ำตาลน้อยกว่าให้กินน้ำหวานอีกด้วย

ซึ่งวิธีการทำนั้นก็ไม่ยากเลย แค่นำผัก ผลไม้ และสมุนไพรมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่น้ำเย็นแล้วไปแช่ตู้เย็น 1 – 12 ชั่วโมง ให้น้ำมีกลิ่นหอมของผลไม้ แล้วค่อยเอาชิ้นผลไม้ออกป้องกันการเน่าเสีย ซึ่งผลไม้ที่จะนำไปหมักนั้นสามารถสร้างสรรค์ได้ตามชอบเลยค่ะ หรือจะใส่ผลไม้ตามนี้ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น:

  • ส้ม มะนาว โหระพา
  • ราสเบอร์รี่ มะนาว
  • เกรปฟรุต ทับทิม มิ้นท์
  • แอปเปิล มิ้นท์
  • สตรอเบอร์รี่ โหระพา

 

โซดาผสมน้ำผลไม้

แค่ใส่น้ำผลไม้สดที่เขาชอบลงไปบนโซดาปริมาณนิดหน่อยให้พอมีกลิ่นหอม ก็ได้เครื่องดื่มแทนน้ำหวานที่มัดใจเด็กๆ ได้อยู่หมัดเลยล่ะค่ะ ด้วยรสสัมผัสซาบซ่าที่ทำให้ไม่น่าเบื่อสำหรับเจ้าตัวน้อย แถมยังถูกใจพ่อแม่เพราะสามารถจำกัดปริมาณน้ำตาลเองได้ ไม่ต้องห่วงว่าเจ้าหนูจะติดหวานจนเกินไปอีกด้วย หรือจะประยุกต์จากน้ำหมักผลไม้เป็นโซดาหมักผลไม้ ก็อร่อยไปอีกแบบ

 

ให้กินผักและผลไม้

ร่างกายของเรานอกจากจะได้รับน้ำจากน้ำที่ดื่มอยู่นั้น ยังได้จากอาหารที่รับประทานอีกด้วย โดยเฉพาะผักและผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินและสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และยังมีปริมาณน้ำมากกว่าอาหารชนิดอื่นๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นแล้ว ไม่ควรให้ดื่มน้ำผลไม้แทนน้ำนะคะ ทางที่ดีควรให้กินผลไม้เป็นชิ้นเลยจะดีกว่า เพราะน้ำผลไม้น้นไม่มีใยอาหารที่สำคัญต่อระบบขับถ่ายของเด็ก เหลือแต่น้ำตาล ซึ่งรับประทานมากเกินไปก็สามารถส่งผลเสียได้ค่ะ

Writer Profile : phanthirapuyou

  • Blog :
  • Social Media :

  • Official Sponsors :
  • Samitivej Hospital

Generic placeholder image

บทความที่เกี่ยวข้อง



Update
ข่าว ข่าว
ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เด็กต้องใช้ชีวิตในบ้านเพื่อปรับตัวเรียนผ่านระบบออนไลน์ จึงทำให้มีโอกาสใช้สื่อออนไลน์เพิ่มขึ้น ปัญหาสำคัญในการใช้สื่อดิจิทัลของเด็ก คือ ใช้สื่ออย่างไม่รู้เท่าทัน ขาดการยับยั้งชั่งใจ เสี่ยงต่อการได้รับกลั่นแกล้งในโลกออนไลน์ เข้าถึงสื่อที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดผลเสียทั้งสุขภาพกายและจิตใจ ส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ในระยะยาว จากการสำรวจของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และสถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (สสย.) ในเรื่องของการใช้สื่อดิจิทัลของเด็กและเยาวชนไทยในอนาคต เดือนมกราคม 2564 พบว่า  ในกลุ่มเด็กมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1-6 อายุ 13-19 ปี รวม 542 คน มีการเปิดรับสื่อมากถึงวันละ 6-8 ชั่วโมง โดยเป็นการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษา 61% ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการเข้าสื่อสังคมออนไลน์ เล่นเกม และติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น 39% ส่วนในกลุ่มผู้ปกครองที่มีบุตรหลานศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 อายุ 6-12 ปี รวม 403 คน ผู้ปกครองส่วนใหญ่เริ่มอนุญาตให้เด็กใช้สื่อตั้งแต่อายุเพียง 2-3 ปี เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเด็กรุ่นใหม่ มีการเริ่มต้นใช้สื่อที่อายุน้อยลง อีกทั้งยังพบว่าผู้ปกครองอนุญาตให้ลูกใช้สื่อออนไลน์วันละ 1-3 ชั่วโมง สูงถึง 77.67% รองลงมา คือ 4-6 ชั่วโมง 16.13% และ 7 ชั่วโมงขึ้นไป 11.91% โดยพบว่า ยิ่งเด็กและเยาวชนยิ่งโตมากขึ้น หรืออยู่ในระดับการศึกษาที่สูงขึ้น ก็จะใช้สื่อออนไลน์นานขึ้น แต่ปัญหาที่ตามมาก็คือ เด็กยังขาดประสบการณ์ และอยู่ในวัยที่ใจร้อน อีกทั้งยังขาดสื่อคุณภาพดี ที่สำคัญคือพ่อแม่และโรงเรียน ขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแล ส่งผลกระทบในทางลบที่เกิดกับเด็กและเยาวชน ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ เช่น…
14 พฤษภาคม 2564

anal porno zdarma culi nudi al mare free sex videos antalya escort

eşya depolama istanbul eşya depolama